พิสิษฐ์ วีระไวทยะ (จั้ง) ตอนที่ 2 (จบ)
ประเภทธุระกิจ :ผลิตภัณฑ์มะพร้าวอินทรีย์ – น้ำมันและโปรตีน
เว็บไซต์ :http://www.agrilife.co.th/
เครื่องมือ :Website ,Facebook ,Twitter

คำว่าไม่พร้อม เกิดขึ้นเพราะเราไม่เลือกที่จะทำมัน” ตอนที่ 2 (จบ)

                “ผมมีพื้นฐานที่เคยทำงานเรื่องเงินกู้มาก่อนแล้ว เลยรู้ว่าต้องทำยังไงถึงกู้ได้ จนแบงค์ยอมให้กู้ ประมาณ 7 ล้าน 5 แสนบาท ผมเอาเงินตรงนี้ไปทำโรงงาน ตกแต่งอาคาร ซื้อเครื่องจักร” พิสิษฐ์เล่าวิธีพิชิตปัญหาในการสร้างโรงงานของเขา หลังจากที่น้ำมันมะพร้าวของเขาเริ่มมีลูกค้าที่สนใจ

                เราสงสัยว่า อะไรทำให้เขามั่นใจได้ว่า ธุรกิจนี้ของเขาจะไปรอดได้

                “เราก็ไม่ได้มั่นใจ 100% แต่เราเริ่มไปแล้ว มีลูกค้าแล้ว เราก็ต้องขาย มีลูกค้ารายนึงมาถามผมว่า Are you trying to reduce sales? ผมก็ขำมาก ตอบไปว่าเปล่า ผมแค่ทำไม่ทัน แต่เราก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้มันทัน คงไม่มีบริษัทไหนอยากลดยอดขายหรอก คำถามนี้ทำให้ผมมานั่งคิดว่าจะลุยไปยังไงให้ทำได้ เราก็ไม่มีประสบการณ์ ทำไปเลย มั่วไปเรื่อยๆ”

                พิสิษฐ์ยอมรับว่าเขาต้องใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าธุรกิจของเขาจะอยู่ตัว เพราะการทำธุรกิจการผลิตต้องใช้ต้นทุนสูงที่ลงไปในเครื่องจักร โรงงาน และคน แต่แทนที่เขาจะเลือกให้ธุรกิจตัวเองเอาตัวรอดไปได้เพียงอย่างเดียว เขากลับพยายามทำให้ธุรกิจของตัวเองก้าวไปสู่การเป็นสินค้าออร์แกนิกระดับสากล ซึ่งการจะผ่านไปสู่มาตรฐานนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

                “การจะได้รับรองมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากล ต้องจ้างผู้ตรวจมาจากต่างประเทศ ให้เขามาดูว่าโรงงานต้องเป็นยังไง ลามไปถึงสวนมะพร้าวว่าต้องปลูกพืชยังไง ต้องเลิกใช้สารเคมีทุกอย่าง 3 ปี ผมก็ต้องลงไปจับกลุ่มเครือข่ายสวนมะพร้าว ลงไปสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง ตามหาเจ้าของสวนหรือเกษตรกรที่เขาไม่ใช้สารเคมี ให้เขารวบรวมให้มาส่งโรงงาน ส่วนเราก็ให้ราคาที่ดีกว่า เหมือนเราได้สนับสนุนให้เขาปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะทำมากขึ้น พอคนอื่นเห็นว่าปลูกแบบอินทรีย์ได้เงินเยอะกว่าก็มีคนปลูกตาม ทำไปทำมาก็กลายเป็นจุดแข็งของเราคือเรื่องวัตถุดิบ สินค้าจะดีต่อเมื่อวัตถุดิบดี พื้นฐานนี้ทำให้เราขายดี ขายง่าย ไม่ต้องโม้มาก”

                แม้จะต้องต่อสู้กับปัญหาเรื่องราคาวัตถุดิบที่ขึ้นๆ ลงๆ และต้องแบกรับภาระเรื่องเงินอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3-4 ปีโรงงานของเขาก็ฝ่าฝันอุปสรรคมาได้จนเริ่มอยู่ตัว พิสิษฐ์จึงตัดสินใจสานฝันของตัวเองด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อ AGRILIFE ขายสินค้าน้ำมันมะพร้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แปรรูปจากส่วนที่เหลือของมะพร้าว ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดและเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ในเวลาเดียวกัน

                “เราทำน้ำมันมะพร้าวสกัดจากเนื้อมะพร้าว เนื้อมะพร้าว 1 กิโลเราใช้น้ำมันแค่ 20% ที่อยู่ในนั้น แล้วมันมีของเหลือที่เราไม่ได้ใช้ เราก็ขายได้บ้าง ถ้าไม่ได้ก็จ้างคนไปบำบัดหรือทิ้ง ภาคการผลิตเราเลยคิดว่าถ้าเอาของเหลือเหล่านี้มาผลิตเป็นสินค้าจะได้ลดต้นทุนเราด้วย เลยเอามาผลิตเป็นแป้งทำขนม โปรตีนผงแบบชง น้ำกะทิที่ไขมันต่ำเราก็มาทำโยเกิร์ตพร้อมดื่ม ในด้านการผลิตเรามองว่าเราลดของเสีย และเพิ่มมูลค่าให้ของที่เราไม่ได้ใช้ ในขณะเดียวกัน พอเราไม่มีของเสียมันก็ดีต่อธรรมชาติด้วย มะพร้าว 1 ลูกมันใช้เวลา 12 เดือนกว่าจะเก็บออกมาทำกะทิให้เราได้กินกันได้ ดังนั้น เราก็ต้องใช้มันให้คุ้มค่า ส่วนด้านการตลาดมันก็ไปสนับสนุนภาพพจน์และแบรนด์ในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย”

                ถ้าลองไปคลิกเฟซบุ๊คของ AGRILIFE จะพบว่ามีแฟนเพจราวสองหมื่นคนที่ชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ของเขา ด้วยวิธีสื่อสารทางการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ทำให้ AGRILIFE เป็นแบรนด์สินค้าออร์แกนิกที่กำลังมาแรงและน่าจับตามองในตลาดเป็นอันดับต้นๆ ในช่วงเวลานี้

                “ผมว่า SMEs อย่างเราไม่ได้มีงบการตลาดเยอะ เฟซบุ๊คที่ทำอยู่ตอนนี้มันครอบคลุมหมด ตอบโต้ได้ รู้สึกว่าสินค้าที่เราขายเป็น niche market จะไปทำการตลาดลงช่องแมสมันไม่เวิร์ก อย่างลงโฆษณานิตยสารหน้านึงก็ 3 หมื่นขึ้นไป ผมก็เคยลงนิตยสาร แต่ก็ไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ เลยมาเน้นทำออนไลน์ด้วยการทำเฟซบุ๊ค ตอนทำโรงงานผลิตคนก็รู้จักเราจากเว็บไซต์ ย้อนไปตอนขายซีดีเราก็ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อหลัก ผมใช้กูเกิ้ลหาข้อมูลมาตลอดที่ทำธุรกิจ ลูกค้าที่มาก็มาจากกูเกิ้ลทั้งนั้น มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

                ทุกวันนี้อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่มีผล แต่ไม่มีก็ทำธุรกิจไม่ได้เลย”

                วันนี้ พิสิษฐ์ยังคงคิดต่อยอดสินค้าใหม่ๆ และมีความฝันจะเปิดร้านเล็กๆ เป็นสาขาแรกของตัวเอง ซึ่งกว่าเขาจะมีวันนี้ในฐานะนักธุรกิจ SMEs รุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จและมีรางวัลการันตี ต้องยอมรับว่าธุรกิจ ได้สอนอะไรให้กับเขามากมาย

                “ธุรกิจมันสนุกเพราะไม่มีขอบเขต เวลาทำงานบริษัทอะไรเขาจะมี job description ให้เราทำได้เท่านี้ ถ้าเราเก่งกว่านี้ เก่งกว่าผู้จัดการ เราก็ทำได้เท่านี้ ทำเกินไม่ได้ แต่การทำธุรกิจเราสามารถใช้ความสามารถและความพยายามของเราได้เต็มที่ และได้เห็นผลจากที่เราทำชัดๆ ด้วย

                สิ่งที่ธุรกิจสอนผมคือความอดทน ทำอะไรมันไม่ได้ดั่งใจหรอก แต่ความอดทนทำให้เราชนะมันได้ คนส่วนใหญ่จะค่อนข้างลังเล ไม่กล้าทำ บอกว่าตัวเองยังไม่พร้อม แต่ผมเป็นคนที่คิดแล้วทำเลย ผมบอกทุกคนในทีมว่าในเมื่อมีโอกาสแล้ว เราก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้มันพร้อม คำถามว่าทำไมมันไม่พร้อม ก็เพราะเราไม่เลือกที่จะทำมันเอง”

                “ถ้าเราไม่ทำ มันก็ไม่พร้อม” นี่แหละวิธีคิดของนักธุรกิจรุ่นใหม่

107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com