พิสิษฐ์ วีระไวทยะ (จั้ง)
ประเภทธุระกิจ :ผลิตภัณฑ์มะพร้าวอินทรีย์ – น้ำมันและโปรตีน
เว็บไซต์ :http://www.agrilife.co.th/
เครื่องมือ :Website ,Facebook ,Twitter

“สิ่งแรกที่เราต้องทำเมื่อเห็นโอกาส คือ ทำเลย” ตอนที่ 1

        ก่อนจะเล่าเรื่องของพิสิษฐ์กับมะพร้าว คงต้องย้อนไปเล่าเรื่องวัยเด็กของเขาเสียก่อน

        ตอนอายุ 20 พิสิษฐ์ วีระไวทยะ หรือ จั้ง เริ่มต้นธุรกิจขายซีดีเพลงออนไลน์ของตัวเองเป็นครั้งแรก

        หลายคนอาจนึกภาพเด็กหนุ่มคณะบริหารธุรกิจไฟแรงจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ที่คิดสร้างฝันจะทำธุรกิจให้สำเร็จ แต่เปล่าเลย พิสิษฐ์ไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเติบโตขึ้นในครอบครัวที่ไร้พื้นฐานทางธุรกิจ พ่อทำงานวิศวกร แม่เป็นมัคคุเทศก์ ส่วนตัวเขาเองก็เป็นเด็กเกเรไปวันๆ ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลไม่ติด จะมีก็เพียงสิ่งเดียวที่เขาชอบและรัก นั่นคือการฟังเพลง

        “ผมชอบฟังเพลงภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ช่วง ม.ปลาย เลยเก่งภาษา เรียนได้ดี สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือสะสมแผ่นเพลง ผมซื้อซีดีเพลงฝรั่งเยอะมาก หลายๆ พันแผ่น ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งเรียนปี 4 ผมเริ่มคิดจะนำเข้าแผ่นเพลงฝรั่งเอง เพราะบางแผ่นมันไม่มีขายในเมืองไทย มาขายทางเว็บไซต์ ทำเล่นๆ กับเพื่อนอีกคนนึง” พิสิษฐ์เล่าถึงก้าวแรกในการทำธุรกิจแบบไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะกลายเป็นนักธุรกิจอย่างในวันนี้

        “ผมเปิดเป็นร้านค้า ไม่ได้ต้องมีฝ่ายบัญชีอะไรมากมาย เราแค่ซื้อของมามีสต็อกอะไรขายไปเท่าไหร่ เห็นอยู่ว่ามีกี่แผ่น มันไม่ได้เป็นธุรกิจเต็มรูปแบบหรือบริษัทเต็มตัว ทำให้เราเริ่มง่ายเพราะมันไม่ซับซ้อนมาก เป็นพื้นฐานให้เราเอาแพล็ตฟอร์มนี้ไปเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท อีกอย่างผมทำจากความชอบล้วนๆ คิดว่าซื้อมาเก็บไว้เอง แล้วเผื่อให้คนอื่นซื้อด้วย ถ้าเหลือก็เก็บไว้เอง ประมาณนี้ด้วย”พิสิษฐ์เล่าพลางหัวเราะ

        เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะต้องทำธุรกิจเป็นอาชีพ หลังเรียนจบ พิสิษฐ์สมัครเข้าทำงานตำแหน่งวิเคราะห์สินเชื่อในธนาคารชื่อดังของเมืองไทย แต่ทำได้ไม่ถึงปีก็เบื่อกับกรอบกฎเกณฑ์ในการทำงาน ระหว่างนั้นธุรกิจขายซีดีที่ทำเล่นเริ่มขายได้เป็นจริงเป็นจัง จึงตัดสินใจลาออกจากงานไปเปิดร้านขายซีดีนำเข้าที่สยามสแควร์

        แต่ธุรกิจขายซีดีและแผ่นเสียงรุ่งเรืองอยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องเจอปัญหา เมื่อศิลปินที่เขานำซีดีเข้ามาขายเริ่มโด่งดังและเป็นที่รู้จัก ทำให้ค่ายเพลงใหญ่ๆ เริ่มหันมาซื้อลิขสิทธิ์และนำเข้ามาขาย ทำให้ธุรกิจของเขาต้องหยุดชะงัก พิสิษฐ์จึงต้องเริ่มมองหาอนาคตใหม่กับสิ่งที่พอจะเป็นไปได้

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้จักกับ ‘มะพร้าว’

        “พ่อผมเป็นคนสมุทรสงคราม พอดีพ่อผมมีพื้นที่ที่เป็นโรงกลึงเก่าที่เขากำลังจะเลิกเช่า กำลังคิดว่าจะเอาไปทำอะไรดี ผมคิดถึงมะพร้าวเพราะแถวบ้านมีการเพาะปลูกมะพร้าวเยอะ เลยไปหาข้อมูลว่าจะเอามะพร้าวมาทำอะไรได้บ้าง ผมเสิร์ชและหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แล้วก็ไปเจอน้ำมันมะพร้าว เลยเริ่มทำธุรกิจนี้ควบคู่ไปกับการขายซีดี ไปเช่าออฟฟิศอีกห้องนึงอยู่ที่สยามด้วย จนตอนหลังก็ต้องเลิกขายซีดีไป เลยย้ายบริษัทไปที่อื่น

        ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้ชอบด้วยซ้ำ แต่ที่เลือกมะพร้าวเพราะมันเริ่มต้นได้ง่าย จะทำอะไรต้องมีพื้นฐาน คือเรามีพื้นที่ พื้นที่เรามีมะพร้าว ถ้าเราต้องลงทุนหาวัตุดิบใหม่จะใช้เงินทุนเยอะ จะทำให้เราเริ่มต้นไม่ได้ เราก็ต้องยอมตัดความชอบส่วนตัวไป แล้วใช้พื้นฐานที่เรามีในการเริ่มต้นธุรกิจ เหมือนบังคับในตัวมันเอง แต่จริงๆ มันเป็นพื้นฐานที่ดีของคนทำธุรกิจนะ เราจะเริ่มได้เร็ว ตอนแรกพ่อผมคิดว่าจะทำโรงงานกะทิ เป็นความคิดเบสิกเวลาเรานึกถึงมะพร้าว แต่ผมก็ไม่อยากทำอะไรที่ซ้ำกับคนอื่นเยอะ ผมคิดว่า virgin coconut oil เมื่อ 8 ปีก่อนเมืองไทยยังไม่มีขาย ผมก็ดูว่าเขาขายเท่าไหร่ เป็นไปได้ไหมที่เราจะขายแล้วมีกำไร โอเคมันพอเป็นไปได้ นี่แหละคือโอกาสของเรา”

        พิสิษฐ์เริ่มต้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง จนกระทั่งไปพบกับชื่อของอาจารย์คนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในการผลิตน้ำมันมะพร้าว เขาตัดสินใจบึ่งรถไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อเข้าพบอาจารย์คนนั้น เรียนรู้และขอซื้อสูตร knowhow มาทดลองผลิตเองที่บ้าน จนได้ตัวอย่างสินค้ามาจำนวนหนึ่ง เขาใช้อินเตอร์เน็ตอีกเช่นกันในการหาลูกค้ารายแรกๆ แน่นอนว่าคนไทยเมื่อ 8-9 ปีก่อน ไม่มีใครรู้จักน้ำมันมะพร้าว เขาจึงเริ่มต้นที่ตลาดเมืองนอก ด้วยการเข้าไปโพสต์สินค้าในเว็บไซต์ธุรกิจดังๆ ใครสนใจก็ทำตัวอย่าง แล้วส่งไปให้เขาลองใช้ฟรี

       “เราได้ลูกค้ารายนึงที่แคนาดา ตอนนั้นยังไม่มีที่ผลิตเลยนะ แต่ก็ตอบไปว่าได้ รอหน่อย เลยไปหุ้นกับเพื่อน ทำเป็นห้องผลิตเล็กๆ ที่บ้านเพื่อนก่อน เดือนสองเดือนแรกผลิตเอง ตื่นมาเอาน้ำลูบผม ขับรถไปบ้านเพื่อน ไม่อาบน้ำแปรงฟัน ผมไปถึงก็ทำหน้าที่ขูดมะพร้าว ทำอยู่อย่างนั้น 2 เดือน จนได้สินค้าล็อตแรกออกมาขาย

        ตอนแรกคิดจะขายแบบ B2B (Business-to-business) ขายได้ทีละพันขวด จะได้ไม่ต้องมีลูกค้าเยอะ ไม่วุ่นวาย เลยไปขายลูกค้าที่เป็นธุรกิจเครื่องสำอาง สปา มีงาน trade show ที่เป็นสปา เราก็ไปเดินแจกทุกบูธเลย ไปขายของคนที่ไปขายของอีกที ก็ได้ลูกค้ามาพอสมควร พอมีออร์เดอร์เราก็มาผลิต ขายตอนแรกไม่มีดีไซน์อะไร เหมือนขายส่ง พอมีออร์เดอร์สม่ำเสมอ มีลูกค้า ก็อยากจะทำโรงงานใหญ่ๆ เลยไปขอกู้ธนาคาร แต่ธนาคารเขาบอกว่าต้องตั้งมา 1-2 ปีถึงจะให้กู้”

        เมื่อความเหนื่อยของเขาก็เริ่มเห็นผลตอบแทน เริ่มมีลูกค้าที่สนใจและอยากได้สินค้าของเขาไปขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การที่น้ำมันมะพร้าวของเขาเป็นที่ยอมรับ การเป็นแรงผลักสำคัญให้เขาต้องก้าวต่อไปในเวทีที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือการสร้างโรงงานของตัวเอง

        ติดตามตอนต่อไปว่า พิสิษฐ์จะฝ่าฟันอุปสรรคและเดินหน้าสู่การทำธุรกิจของตัวเองต่อไปอย่างไร

107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com