การตลาด....ในมุมมองใหม่
วราธัช ตันติวรวงศ์ บ.ภ.
ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าผู้ประกอบการ

พ.ศ. 2563 มาเลเซียมุ่งสู่ประเทศพัฒนา…. ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม


               เปิดโลกอาเซียนในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของผมในครั้งนี้อาจจะดูแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะประสบการณ์จากการเดินทางในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความหลงใหลในพิวเตอร์ (Pewter) หรือที่คนไทยบางท่านเรียกว่าเครื่อเงินแอนทีค พิวเตอร์เป็นโลหะผสมระหว่าง แร่ดีบุก พลวงและทองแดง ที่สามารถแปรรูปเป็นของประดับตู้โชว์ที่ดูคลาสสิก ผสมผสานระหว่างความเงาและความด้านของส่วนประกอบทั้งสามได้อย่างลงตัว อีกทั้ง พิวเตอร์ไม่มีส่วนผสมของตะกั่ว จึงนิยมนำมาทำภาชนะใส่อาหารเพราะปลอดภัยไม่มีสารพิษ โดยเฉพาะพิวเตอร์ชื่อดังของสหพันธรัฐมาเลเซีย คือ Royal Selangor ที่เก่าแก่กว่า 130 ปี แบรนด์ดังของมาเลเซียในระดับเวิร์ลคลาสที่ผมอยากมาเยี่ยมชมสักครั้ง

                โรงงานผลิตพิวเตอร์ชื่อดังของมาเลเซียตั้งอยู่บริเวณชานเมืองของกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยโรงงานดังกล่าวได้จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ในการพัฒนาพิวเตอร์ที่เริ่มต้นจากวัตถุประสงค์ในการผลิตเพื่อเป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว มาเป็นการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ โดยทำเป็นสินค้าประดับตู้โชว์ อีกทั้งการเพิ่มมูลค่าในการผสมทองเคหรือวัสดุจากไม้ก็ทำให้สินค้าพิวเตอร์จากแบรนด์ดังกล่าวกลายเป็นเครื่องเงินแอนทีคควรคู่กับการเก็บสะสมเป็นอย่างมาก การลงรายละเอียดของงานฝีมือแต่ละชิ้นจากพนักงานในโรงงานทำให้ผมรู้สึกทึ่งเพราะต้องใช้แรงงานฝีมือนั่งประดิดประดอยลายบนพิวเตอร์ ความห่างของช่องไฟในแต่ละช่วงก็ต้องใช้ความแม่นยำ เรียกว่าเป็นแรงงานฝีมือคุณภาพที่มีส่วนสร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างไม่ต้องสงสัย สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของแรงงานในมาเลเซียที่มีราคาสูงแต่ก็คุ้มค่ากับการว่าจ้าง

                Royal Selangor ธุรกิจสร้างชื่อของประเทศเป็นธุรกิจของชาวจีนที่มาตั้งรกรากในประเทศแห่งนี้กว่าร้อยปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับข้อมูลจากแอนดี้ ผู้นำเที่ยวท้องถิ่นที่ว่าธุรกิจส่วนมากในประเทศนี้จะเป็นของคนจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ โดยที่สัดส่วนของคนจีนมีประมาณร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศที่ 28 ล้านคน โดยคนจีนส่วนมากก็เริ่มเข้ามาค้าขายในบริเวณแหลมมลายูในช่วงศตวรรษที่ 14 รวมทั้งเริ่มบุกเบิกธุรกิจเหมืองดีบุกที่เป็นธุรกิจสร้างรายได้ให้กับเจ้าสัวเชื้อสายจีนทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของคนมลายูในประเทศก็ยังมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณร้อยละ 60 และคนเชื้อสายอินเดียประมาณร้อยละ 10 ซึ่งเข้ามาตั้งรกรากในประเทศมาเลเซียในช่วงที่ประเทศตกเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ซึ่งคนอินเดียส่วนมากที่เข้ามาในประเทศก็เพื่อวัตถุประสงค์ในเรื่องของการใช้แรงงาน การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค เส้นทางรถไฟ เป็นต้น สัดส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มคนท้องถิ่นเดิมที่เป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ทางราชการเรียกว่าภูมิปุตรา ซึ่งเป็นชาวมาเลย์ที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งรัฐบาลจะให้กฎหมายคุ้มครองสิทธประโยชน์ให้กับคนกลุ่มนี้เพราะถือว่าเป็นเจ้าของประเทศเป็นบุตรแห่งแผ่นดิน ตัวอย่างเช่น คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิ์พิเศษที่ไม่ต้องเข้าเรียนโรงเรียนหลักสูตรสากล แต่สามารถเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามได้ โดยที่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่และมีการกำหนดอาชีพสงวนที่ทำได้เฉพาะให้คนกลุ่มนี้อีกด้วย

                นี่เองคือรูปแบบของสังคมที่ดูแตกต่างระหว่างชนชาติในประเทศแห่งนี้ที่ผมสามารถสัมผัสได้ ตัวอย่างเช่น ผมไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารจีนในกัวลาลัมเปอร์ โดยที่เจ้าของร้าน พนักงานให้บริการ รวมทั้งลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านมีแต่คนจีนหน้าตี๋หน้าหมวยทั้งนั้น ไม่มีแขกมาเลย์แม้แต่คนเดียว อีกทั้งเจ้าของร้านก็ทักทายกับผมเป็นภาษาจีนกลาง พูดคุยกับลูกน้องเป็นภาษาจีนกลาง หรือแม้แต่ลูกหลานของเจ้าของร้านก็พูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว ผมเลยแออบงงว่ากำลังรับประทานอาหารอยู่ที่ฮ่องกงหรือเปล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเราเพราะคนจีนเชื้อสายไทยที่มาตั้งรกรากจากทะเลไกลโพ้น อาทิ แต้จิ๋ว แคะ ไหหลำ จะสามารกลมกลืนไปกับสังคมไทยได้อย่างลงตัว จะมีลูกหลานคนไทยเชื่อสายจีนเจเนอเรชั่นใหม่ ๆ สักกี่คนที่สามารถพูดภาษาจีนแต้จิ๋วได้ เวลาผมไปกินอาหารจีนในเมืองไทย เราก็สามารถพูดภาษาไทยได้ตามปกติ เวลาถามว่าเข้าเป็นคนชาติไหน คนที่นี่จะตอบเป็นภาษาจีนว่า “เป็นคนจีนมาเลย์” แต่คนไทยเราบางคนหน้าตี๋มาก ๆ จะตอบว่า “เป็นคนไทยครับ” ส่วนคนอินเดียที่เห็นในมาเลเซียก็มักจะไปประกอบอาชีพเป็นคนขับรถแท๊กซี่เพราะนั่งกี่คันก็มีแต่พี่แขกเป็นคนขับรถ เรียกว่า ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีสังคมของตนเอง

                อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเชื้อชาติที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศแห่งนี้แต่อย่างใด ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองในสังคมที่ตนเองอยู่ให้ดีที่สุดก็กลายเป็นแรงส่งเสริมเชิงบวกให้กับประเทศ อีกทั้งผู้นำของประเทศที่มีภาวะผู้นำสูง มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน อาทิ ดาโต๊ะมหาเธร์ โมฮัมหมัด สามารถปกครองกลุ่มคนที่หลากหลาย รู้จักสร้างประโยชน์จากความแตกต่างได้อย่างลงตัว ระยะเวลาในการสร้างชาติกว่าหกทศวรรษหลังจากได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรทำให้มาเลเซียในทุกวันนี้กลายเป็นประเทศชั้นนำในกลุ่มอาเซียนและกำลังจะก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2563 ตามพันธกิจหลักประเทศ ซึ่งผมก็เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่ไกลเกินฝันแล้วเพราะความเจริญเติบโตในทุกด้านของประเทศที่สะท้อนได้จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจก็น่าประทับใจ วิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นสูง ระบบการขนส่งจากโครงข่ายถนนที่สมบูรณ์และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมจากสนามบินนานาชาติใช้เวลาเพียง 28 นาทีก็มาถึงใจกลางของกรุงกัวลาลัมเปอร์และก็มีรถไฟฟ้ายกระดับที่สามารถพาผมเข้าสู่แห่งช็อปปิ้งในเมืองได้ในช่วงอึดใจ อีกทั้งท่าเรือนานาชาติ 7 แห่งที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศที่สามารถรองรับการขนว่งทางทะเลได้มากกว่า 300 ล้านตันต่อปี ล้วนเป็นความสำเร็จในการวางรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานที่บูรณาการได้อย่างครบถ้วน

                นอกจากนี้ คนในเมืองก็มีกำลังซื้อสูงเพราะรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของประชากรมาเลเซียมากกว่าคนไทยถึง 1 เท่าตัว อีกทั้งข้อมูลจาก AT Kearney ที่ระบุว่าประชากรของมาเลเซียมีกำลังซื้อสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศในกลุ่มมุสลิมทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของคนในประเทศที่ดี อีกทั้งมาเลเซียเป็นเสมือนประตูที่เชื่อมโยงไปสู่ประเทศในกลุ่มมุสลิม ซึ่งมีประชากรคิดเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งโลก เรียกว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยก็ไม่ควรมองข้าม แต่การทำธุรกิจกับคนมุสลิมต้องมีความละเอียดอ่อนและเข้าใจในระเบียบวิธีปฏิบัติของชาวมุสลิม โดยเฉพาะในเรื่อง “ฮาลาล” (Halal) ซึ่งมีมากกว่าการละเว้นจากการประกอบการอาหารที่ไม่มีเนื้อหมูเจือปน ซึ่งในความเป็นจริงตามอิสลามศาสนบัญญัติ ฮาลาล คือกระบวนการในการผลิตสินค้า การให้บริการที่ไม่ขัดต่อพระบัญญัติของศาสนา ซึ่งรวมถึง การปราศจากแอลกอฮอล์ในส่วนประกอบของสินค้าบางประเภทเช่น น้ำหอม หรือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ปราศจากการใช้แหล่งงานเด็ก เป็นต้น

          วันนี้เสือเหลืองมาเลเซียไม่ได้กังวลกับการเปลี่ยนแปลงของประชาคมอาเซียน (AEC) เพราะความพร้อมในการเตรียมความพร้อมในการยกระดับประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี พ.ศ. 2563 คือภารกิจที่ท้าทายกว่าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไปไหน ดังนั้น ถ้าจะพูดว่าคนมาเลเซียไม่ได้สนใจ AEC แต่มองไปไกลถึงความเป็นโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะความเจริญก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในประเทศบวกกับวิสัยทัศน์ของผู้นำที่เข้มแข็งที่ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วในหลายประเทศคือบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าโอกาสของสหพันธรัฐมาเลเซียในการก้าวเข้าสู่ประเทศโลกที่หนึ่งในอีก 7 ข้างหน้าคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

                

comments powered by Disqus
2013-03-12
เล่าเรื่องเมืองแขก
2013-10-17
Retro At Phuket
2012-11-20
ความภาคภูมิใจของคนไทยจากยอซู
2013-11-06
การบริหารความขัดแย้งฉบับ SME
2013-03-26
คำม่วน...ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์จาก Land Lock เป็น Land Linmk
2013-11-27
จิตห้าลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในศตวรรษที่ 21
2012-12-07
โคครีเอชั่น..โอกาสของเอสเอ็มอีไทยในตลาด AEC
2013-05-14
Butterfly Effect….. ที่เมียนมาร์
2012-09-26
เมียนมาร์... มุมมองใหม่
2012-12-25
เครือข่ายมั่งคั่ง มิตรภาพยั่งยืน
2013-05-28
ฮ่องกง...เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นมิตรกับ SME
2012-10-09
สอนพนักงาน Gen-Y ให้เข้าใจ AEC
2013-01-08
ต้นทุนสูง...เอสเอ็มอีจะรอดหรือเลิก
2013-06-11
ครั้งแรกกับ The Dumpling Banquet ที่ซีอาน
2013-01-22
โคครีเอชั่น..โอกาสของเอสเอ็มอีไทยในตลาด AEC
2013-06-25
ธุรกิจไทยสยายปีกที่เยอรมนี
2012-10-23
แลลาว ผ่านเชียงของ .... โอกาส SME ไทยจากอีกฝั่งน้ำโขง
2013-07-16
การดื่มด่ำความสุขแบบ Peak Experience
2013-02-12
สุขกาย สบายใจกับ K SME Value Plus
2012-11-06
Made in Korea
2013-08-22
Peak Experience ที่เดอะนาคา
2013-09-06
จิตห้าลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในศตวรรษที่ 21
2013-09-26
โคครีเอชั่น..โอกาสของเอสเอ็มอีไทยในตลาด AEC
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com