เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

บริหารคน..ใครว่ายาก 10



“เอาละหมดคำถามเรื่องเลขาแล้ว ทีนี้กลับมาในเรื่องทำให้พนักงานส่วนใหญ่ยอมรับต่อ ว่าทำอย่างไรและวิธีไหนบ้าง แล้วมีเหตุผลเบื้องหลังยังไง?”


“ความจริงเรื่องนี้ใครๆก็ทำได้ แค่เข้าใจพวกเค้าก็พอ ว่าพวกเขาต้องการอะไร อยากได้อะไร สำหรับคนที่เกิดมาเป็นลูก หรือทายาทเถ้าแก่ หรือเจ้าของบริษัท เจ้าของกิจการอาจจยากหน่อยที่จะเข้าใจ เพราะเกิดมาก็เป็นนายเลย ไม่เคยเป็นลูกน้องใครมาก่อนเหมือนเรา

เราเคยเป็นลูกน้องเค้ามาก่อน ตั้งแต่ระดับล่างจนขึ้นมาระดับบน แต่บนยังไง ก็ยังอยู่ในฐานะเป็นลูกน้องเค้าอยู่ดี เพราะก็มีนายๆเหนือขึ้นไปอีกหลายคน เราจึงเข้าใจคนระดับลูกน้องพนักงานดี ว่าพวกเขาต้องการอะไร อยากได้อะไร ไม่ต้องมาเปิดตำรานั่งดูว่าต้องทำอะไรบ้าง หนึ่งสองสาม เพื่อจะให้ลูกน้องยอมรับ

ยิ่งเข้าไปพูดคุยใกล้ชิดกับพวกเขา ในฐานะของพนักงานด้วยกัน เพียงแต่ทำงานคนละอย่างเท่านั้น ก็ยิ่งรู้และแน่ใจว่าพวกเขาขาดอะไรอยากได้อะไร เท่ากับโจทย์มันยิ่งชัดเจนขึ้นมีรายละเอียดมากขึ้น การตีโจทย์ให้แตกมันจึงไม่ยาก

อย่างแรกก็อย่างที่เล่า คือทำให้พวกเขาผ่อนคลายจากสภาพเดิม ให้เกิดความรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี อย่างที่เราไปทำเรื่องปรับสภาพและบรรยากาศ การทำงานของพวกเค้า ให้มันดีขึ้น เรื่องเครื่องแบบยูนิฟอร์ม รวมทั้งการกินการอยู่ ที่สร้างโรงอาหารคานทีนอะไรนั่น

จากนั้นก็จะมาถึงเรื่องนโยบายใหม่ๆ โดยเฉพาะในเรื่องความยุติธรรมและโปร่งใส แต่ก่อนแต่ไร อำนาจการพิจารณาปรับเงินเดือนหรือให้โบนัส ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่บนอ๊อฟฟิสแค่คนสองคน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีระบบเส้นสาย ประจบสอพลอ คนทำดีไม่ค่อยจะได้ดี ผิดกับคนปากดีลิ้นดี ทำงานแย่แต่มักจะได้ดี แนวใหม่ของเราเปลี่ยนใหม่หมด


ใช้วิธีประเมินผลงานกันแบบโปร่งใสเป็นขั้นตอน หัวหน้าประเมินลูกน้อง ผ่านต่อไปให้ซุปเปอร์ไวท์เซอร์ ซุปฯผ่านไปให้ผู้จัดการ ผู้จัดการผ่านไปให้บุคคล บุคคลผ่านไปให้ผู้จัดการทั่วไป ในแต่ละขั้นตอนมันจะมีการกลั่นกรองและเห็นพ้องกันมาแล้ว จึงมาถึงผู้บริหารสูงสุด ซึ่งจะมีหน้าที่กำหนดว่าผลงานในระดับไหนจะได้เท่าไหร่ และเซ็นต์อนุมัติเท่านั้น


ดังนั้นการจะเชลียร์หรือประจบประแจง ตลอดแนวกว่าจะขึ้นถึงระดับบน มันก็ยากที่ใครจะทำได้ การประเมินผลงานและประสิทธิภาพของพนักงาน ก็จะใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด มันมีการตรวจสอบอยู่ในระบบขั้นตอนเรียบร้อย เช่นหัวหน้าโดยตรง อาจจะโดนพิษน้ำลายนะจังงัง ของลูกน้องสักคน แต่ซุปไม่โดน ก็อาจจะเห็นไม่ตรงกับหัวหน้า ต้องมีการคุยกันก่อน ก่อนที่จะได้ผลสรุปส่งขึ้นไปให้ผู้จัดการแผนก ถ้าเกิดมองคนละมุม ก็ต้องคุยกันก่อนอีก เอาผลสรุป แล้วจึงจะพ้นแผนกไปสู่ฝ่ายบุคคล ให้ลงตัวเลขขาดลามาสาย ก่อนที่จะเสร็จสมบูรณ์ขึ้นไปที่ผู้บริหารสูงสุด นี่คือเทรดมาร์คในเรื่องความยุติธรรมแง่นโยบายการบริหาร ซึ่งดอกนี้โดนใจพนักงานเต็มๆ

 

ต้องให้พวกเขาเชื่อในคำพูดของเราจริงๆ ว่าอยู่ภายใต้การบริหารของเรา ใครทำดีต้องได้ดี และมันมีวิธีที่จะพิสูจน์คำพูดนั้นได้อย่างไร


ทำเรื่องการประเมินผลงานประจำเดือน ให้มันมีความสำคัญมีความหมาย ก็ต้องใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่ ใบประเมินผลงาน จึงถูกเก็บเข้าแฟ้มประจำตัวของพนักงานทุกคน มันเท่ากับเป็นโพรไฟล์ของทุกคน มันมีทั้งคะแนนตัวเลข ในแต่ละแง่มุมของการทำงาน มีสถิติ รวมทั้งคอมเมนท์ของหัวหน้าแต่ละขั้นลำดับอยู่ในนั้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานของการพิจารณาปรับเลื่อนตำแหน่งด้วย


มีการวางระดับตำแหน่งงานใหม่อย่างชัดเจน ระดับเหนือพนักงานธรรมดา ก็คือหัวหน้าหรือโฟร์แมน เหนือขึ้นมาก็เป็นซุปเปอร์ไวท์เซอร์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนก เป็นผู้จัดการแผนก ขึ้นมาเป็นผู้จัดการฝ่าย ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ผู้จัดการทั่วไป ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และกรรมการผู้จัดการ เหนือขึ้นไปก็เป็นบอร์ดบริหาร ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีการวางไว้ชัดเจน พนักงานระดับล่างๆไม่รู้ใครเล็กใครใหญ่จริงๆกันแน่


ในโครงสร้างที่วางไว้นั้น บางตำแหน่งก็ยังไม่มีคนบรรจุในตำแหน่งนั้น เราก็ว่างไว้ คนที่อยู่ข้างล่างก็จะเห็นว่า ข้างบนมีที่ว่างให้ขึ้นไปนะ หากแสดงความสามารถให้เห็น ผู้บริหารเห็นได้แน่ เพราะการประเมินผลงานรายเดือนนั้น ก็คือหลักฐานสำคัญที่จะเอามายืนยันกันได้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคนเป็นหัวหน้าอย่างเดียว


ไอ้ความคิดนี้มันก็มาจากประสบการณ์ของตัวเอง เวลาทำงานก็อยากรู้ว่าเรายังมีทางก้าวหน้าขึ้นไปกว่านี้หรือไม่ อย่างที่แรกลาออกก็เพราะเห็นว่าขยับขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ต้องเป็นซุปฯไปจนแก่ตายคาตำแหน่งแน่ ถ้าผู้จัดการไม่ตายหรือลาออกไปซะก่อน ซึ่งดูแล้วก็ไม่มีแววเลย ในเมื่อโครงสร้างและขนาดของบริษัทมันมีอยู่แค่นั้น มันไม่โตไปกว่านี้อีกแล้ว มันไม่มีความหวังใดๆสำหรับเรา


คนอื่นที่นี่ก็คงคิดไม่ต่างกับเรา ดังนั้นก็ต้องให้พวกเขาเห็นว่า พวกเขายังมีสิทธิที่จะโตจะก้าวหน้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่ไหนมีความหวัง จะไปหาที่อื่นอีกทำไม พวกเขาจะได้อยู่กับเรานานๆ เจริญเติบโตไปกับบริษัท บริษัทได้กำไรกิจการเจริญก้าวหน้า พวกเขาก็จะต้องได้อานิสงด้วย พวกเขาจะได้รู้ว่าเราพูดจริงทำจริง พิสูจน์คำพูดของเราได้


นี่ก็อีกดอกเต็มๆเหมือนกัน ที่ค่อยๆทำให้พวกเขายอมรับเรา ไม่รวมเรื่องเล็กๆน้อยๆซึ่งเราก็ริเริ่มทำให้ เช่นเรื่องเงินสะสม ตอนนั้นกฎหมายเรื่องกองทุนเงินทดแทนยังไม่มีด้วยซ้ำ แต่เราก็ทำให้พนักงาน และเล็กๆน้อยๆอีกหลายเรื่อง อย่างเช่นเรื่องค่าน้ำมันรถ ค่าสึกหรอ หรือเบี้ยเลี้ยง โอเวอร์ไทม์อะไรทำนองนี้ ไม่มีการเอาเปรียบพนักงาน ตัวเลขและมาตรการต่างๆออกมา ทุกคนพอใจทั้งนั้น


พอสิ้นปี ก็ลงทุนจัดงานรื่นเริงปีใหม่ให้พนักงาน โดยคัดเอาตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ มาเป็นกรรมการจัดงาน ออกไอเดียจัดกันเองในโรงงาน ให้เลขาเป็นตัวแทนเราในกรรมการจัดงาน เราขอแรงให้นายๆ ช่วยหาของขวัญและเงินสนับสนุนจากบรรดาซับพลายเออร์ งานก็ออกมาสนุกสนานและราบรื่น
เราใช้เวลาแค่ปีกว่าๆ ในการบริหารจัดการโรงงานจนมันเข้าที่ ทั้งเรื่องคนและเรื่องงาน หลังจากนั้น มันก็เป็นการปรับปรุงด้านต่างๆ ให้มันดีขึ้นกว่าเก่าไปเรื่อยๆ”


“ฟังดูมันโคตรง่ายเลยนะ ในการบริหารโรงงาน ที่มีถึงสามบริษัท สามกิจการ สำหรับคนอายุไม่ถึงสี่สิบ จบด้านเอ็นจิเนียร์ ประสบการณ์ทำงานมาแค่หกปี งานก็ไม่เคยทำมาก่อน คนก็ใหม่หมดเป็นร้อยๆ ยังกะนิยาย ถามจริงเหอะ ตอนนั้นแน่ใจหรือเปล่าว่า รับงานเค้าแล้วจะทำได้ ดูมันเกินตัวนะ?”


“ไอ้เรื่องแน่ใจหรือไม่นั้น บอกตรงๆว่าตอนนั้นไม่ได้คิดหรอก รู้แต่ว่างานมันท้าทาย อยากทำ อยากเป็นผู้นำ อยากแสดงฝีมือการบริหาร จะทำให้ดีที่สุด สำเร็จไม่สำเร็จยังไม่รู้ โอกาสแบบนี้มีที่ไหน มันเข้ามาหา ก็ต้องคว้าเอาไว้และใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด พูดง่ายๆว่ามีพลังใจและพลังขับดัน ให้ทำงานนี้อย่างถวายชีวิต มันหนัก มันมาก ต้องทุ่มเท และเหนื่อยทั้งกายทั้งใจก็จริง แต่ลึกๆมันมีความสุข มันสนุกนะ ในช่วงชีวิตตอนนั้น


ขนาดเข้าไปนั่งในห้องทำงานแรก กดดันเอามากๆ งานมันเข้ามามาก มากเสียจนไม่รู้จะจัดการกับมันยังไง งานตั้งหลายๆอย่าง หลายๆแง่มุมที่มืดแปดด้าน ไม่เคยมีความรู้เลยว่าเค้าทำกันยังไง ไปยังไงมายังไง จะหันหน้าไปถามใครก็ไม่ได้ จะไปพูดกับนายตรงๆว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ ของมันต้องเรียนรู้กันใหม่หมด
ต้องเอาสไตล์สมัยเรียนหนังสือ ตอนเข้าสอบมาใช้ คือเรื่องไหนง่าย คิดออกก็ทำก่อน ข้อไหนยากเอาไว้ทีหลัง จะได้ไม่เสียเวลา งานไหนคิดออกแก้ปัญหาได้ ก็จัดการมันก่อน เรื่องไหนยังไม่รู้จดใส่ในเศษกระดาษไว้ แรกๆไอ้ที่จดไว้ว่าจะต้องทำ แต่ยังไม่ได้ทำเป็นข้อๆนั้นเป็นสิบๆข้อ เศษกระดาษหลายใบ ใส่กระเป๋าเสื้อติดกลับบ้านไปด้วย เอาไปคิดต่อที่บ้าน


บางเรื่องต้องไปขอความรู้จากคนที่รู้ อย่างเรื่องบัญชีการเงินต้องไปหาน้องสาว ที่เรียนจบทางด้านนี้มา ขอความรู้ ไปซักไปถามเรื่องที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เอาปัญหาจริงๆจากที่จดไว้นั่นแหละ มาว่ากันเป็นเคสๆ ส่วนด้านอื่นๆหาใครไม่ได้ ก็หาหนังสือมาอ่าน พยายามเรียนรู้เต็มที่


บางเรื่องเอากลับไปคิดที่บ้าน มันก็มีที่คลิ๊กออกมาเหมือนกัน ก็จะรีบลงมือเขียนบันทึกทันที กลัวจะลืม รุ่งขึ้นเอาออกมาวางบนโต๊ะ และลงมือทำก่อนเลย สั่งงานเป็นฉากๆ เสร็จแล้วขีดฆ่าการบ้านข้อนี้ เอาเศษกระดาษนั้นส่งต่อให้เลขา เพื่อเอาไว้ตามงาน


การเข้าไปเป็นผู้บริหารใหม่ ความจริงแล้วมันก็ไม่ยากหรอก เพราะงานรูทีนต่างๆนั้น มีคนเก่าที่เขารู้ ทำอยู่แล้ว มันจะมีก็แค่คนที่ทำอยู่นั้น คนไหนเก่ง หรือคนไหนดีเราไม่รู้เท่านั้น งานของเราในช่วงแรกมันก็คือ แค่ไปเรียนรู้ว่า ใครทำอะไรอยู่บ้าง ใครพวกนั้นดีไม่ดีแค่ไหน เก่งจริงหรือเก่งแต่ปาก


สไตล์เข้าหาลูกน้องของเรา มันช่วยตอบโจทย์หลายๆด้าน ทั้งเรื่องงานที่เราไม่รู้มาก่อน มันไปยังไงมายังไง เริ่มตรงไหนจบตรงไหน โพรเซสมันเป็นยังไง ประสิทธิภาพมันอยู่ตรงไหน อะไรดีไม่ดี ฯลฯ เราก็ค่อยๆเอาสิ่งที่รู้ มาปะติดปะต่อจับต้นชนปลายให้มันถูก เรื่องรู้งานจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของเรา แม้จะไม่เคยทำมาก่อน


ในขณะเดียวกัน เราก็รู้เรื่องคนไปด้วย ใครเป็นยังไง เก่งจริงหรือเก่งเทียม คนไหนขาว คนไหนดำ หรือคนไหนออกเทาๆ ที่ทำก็ประมานนี้แหละ มันยากตรงไหนล่ะ รู้งานด้วยรู้คนด้วย จากวิธีเดินเข้าหาลูกน้อง ทำตัวให้ติดดิน ก็มีแค่นั้นเอง ไม่ต้องเรียนก็รู้ได้ ทำได้


คนที่ว่ามันยากมันไม่ง่ายอย่างแบบเรา ก็เพราะว่าไปคิดซับซ้อนมากเกินไป วางฟอร์มมากเกินไปว่าฉันเป็นใคร กลัวใครเขาจะรู้ความจริงว่าไม่รู้ กลัวคนเค้าจะไม่กลัวเกรง ไม่นับถือ และลามปามไปถึงไม่เชื่อฟัง ซึ่งมันก็จะแปลว่าบริหารพวกเค้าไม่ได้ คิดแค่ง่ายๆ ใช้คอมมอนเซนส์ นึกถึงอกเขาอกเรา ใจเขาใจเราแค่นี้ก็ถมเถแล้ว ยากตรงไหน”

comments powered by Disqus
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-11-27
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11
2012-09-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2012-12-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-03
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7
2012-10-10
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-01-16
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com