เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3


“ที่จริงในการเขียนโปรเจ็คนั้น  เขาต้องมีหัวข้อเรื่องกำหนดเวลา  ตั้งแต่การเริ่มโครงการไปจนถึงการเปิดดำเนินการได้  เปิดไปแล้วปีแรกผลประกอบการจะเป็นยังไง  ปีที่สองเป็นยังไง  เรื่อยไปจนกระทั่งถึงปีที่ถึงจุดคุ้มทุน  แต่ตอนนั้นเขียนไม่เป็นหรอก  ก็เลยหายไปดื้อๆในข้อนี้  เวลาจะลงมือทำจริงจึงต้องเขียนขึ้นมา  แต่เอาเฉพาะตอนเริ่มต้นไปจนเปิดดำเนินการได้พอ  เพราะหลังจากนั้นมันต้องใช้นักบัญชีตัวจริงมาคำนวนและเขียนให้

            มันก็เหมือนการวางสเกซดวลทั่วๆไป  เริ่มต้นปุ๊ปทำอะไรก่อนมั่ง  มันก็คล้ายๆกับสเกซดวลของการก่อสร้างนั่นแหละ  คงจะเคยผ่านตาบ้างนะ  แต่มันก็ไม่ถึงกับต้องสมบูรณ์อะไรนักหนา  เอาไว้ดูกันเฉพาะในทีมงาน  มีมันเพื่อเอาไว้เป็นไกด์ไลน์ในการทำงาน  เพื่อกำหนดเวลากันได้  ว่าอะไรควรจะเสร็จเมื่อไหร่  ก็เหมือนว่าทำอะไรมันจะต้องมีการวางแผน  คือไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ  นึกอะไรได้ก็ทำ  พอจะทำไอ้นี่ก็ติดไอ้โน่น  ต้องทำไอ้โน่นเสร็จก่อน  ถึงจะทำไอ้นี่ได้  ติดกันไปขัดกันมา  ทำให้เกิดการล่าช้าเสียเวลาเปล่า

เอาแผนงานนั้น  มาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับทีมงาน  เล่าให้ฟังถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง  ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้จากอะไรยังไง  รวมถึงเรื่องอนาคตข้างหน้าของพวกเราจะเป็นอย่างไร  ที่ต้องพูดจากันก่อนก็เพราะว่า  จะต้องดึงคนหลายคนจากโรงงาน  โดยเฉพาะจากแผนกอาร์แอนด์ดี  เอาไปเป็นครูสอน    เอาออกไปผจญภัยด้วยกัน  เป็นจุดหักเหเส้นทางอาชีพของพวกเค้าเช่นกัน  จึงคิดว่าพวกเค้าก็มีสิทธิที่จะตัดสินใจเส้นทางของเค้าเหมือนกับเรา”

“ตรงนี้  ทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้  ความจริงก็กำหนดตัวลูกน้อง  ว่าจะให้ใครไปทำอะไรก็ได้ไม่ใช่หรือ  ทำแบบนี้ยังกับหาแนวร่วม?”

“อันนี้มันเป็นสไตล์การบริหารของเรา  เราชอบที่จะให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการทำงาน  มันจะทำให้เขารู้สึกมีความสำคัญ  มีส่วนกับความสำเร็จ  เกิดความภาคภูมิใจ  หรือหากล้มเหลว  ก็จะมีกำลังใจในการแก้ไข  สร้างความรู้สึกในการเป็นทีมงาน  กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น  เราไม่ได้ทำตัวเป็นเจ้านาย  แต่ทำตัวเป็นหัวหน้าทีม  การพูดคุยแบบเปิดอก  ก็คือการทลายกำแพง  ที่กั้นระหว่างเรากับลูกน้อง  และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น  มันอาจจะเป็นเรื่องจิตวิทยาในการบริหารก็ได้นะ  แต่สำหรับเรามันคือเรื่องคอมมอนเซนส์ล้วนๆ  เพราะมันมาจากเรื่อง  การนึกถึงใจเขาใจเรา เท่านั้นเอง  ทั้งนี้ก็มาจากการที่เราเองก็เคยเป็นลูกน้องเค้ามาก่อน  เรารู้และเข้าใจดีว่าหัวอกลูกน้องเป็นยังไง  เราไม่เคยลืม”

“ถ้ามีคนเขาปฎิเสธไม่ร่วมด้วยล่ะ  จะทำยังไงเมื่อพูดไปแล้ว?”

“เราก็จะไม่ว่ากัน  ดีเสียอีกที่จะได้รู้ตั้งแต่ต้น  ว่าใครมีใจที่จะไปร่วมเส้นทางใหม่กับเราหรือไม่  ดีกว่าการที่จะให้เค้าทำไปแบบฝืนใจ  เพราะหากเป็นแบบนั้น  ผลงานมันก็จะออกมาแบบฝืนๆ  มันเสียทั้งสองฝ่าย  เราก็คงไม่แฮปปี้  เขาก็ไม่แฮปปี้  วัดใจกันไปเลยตั้งแต่ต้นดีกว่า”

“แล้วมีใครปฎิเสธไหม?

“ไม่มีเลยสักคน  แหม๋ ก่อนจะทำอย่างนี้  ก็พอจะรู้อยู่แล้ว  ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ลูกน้องกลุ่มนี้น่าจะอยากไปกับเรา  เพราะหนทางในแผนกที่เค้าอยู่นั้นมันตันแล้ว  ไม่มีตำแหน่งให้ขึ้นไปสูงกว่านั้นอีก  หากคนเดิมที่อยู่ในตำแหน่งไม่ลาออก  เวทีใหม่ที่เราสร้างขึ้น  มีโอกาสให้พวกเขามากกว่า  เพราะเราให้ดูโครงสร้างการบริหารที่วางไว้เป็นขั้นๆ  เริ่มต้นเป็นยังไง  สเต็ปที่สองขยายขึ้นแค่ไหน  จนกระทั่งในระยะยาวเป็นอย่างไร”

“จากนั้นล่ะทำยังไงต่อ?”

“คือเมื่อได้ลูกน้องที่หมายตาไว้ครบถ้วน  ก็กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ  สโคปของงาน  ว่าให้ใครทำหน้าที่อะไรยังไง  สำหรับงานก่อนเริ่มโปรเจ็ค  แจกงานให้ลูกน้องไปทำคนละเรื่องสองเรื่อง  วางกำหนดเวลาเสร็จให้ด้วย  ใช้เลขาฯตัวเองให้เป็นศูนย์กลางคอยติดตามงาน  และทำหน้าที่ซับพอร์ตทีมงาน  เริ่มลุยได้ทันที

ในขณะที่เราเอง  ก็ไปหนักกับการร่วมออกแบบก่อสร้างและตบแต่ง  ร่วมกับสถาปนิกและผู้รับเหมา  ไปเสาะหาและเลือกเฟ้นอุปกรณ์  เครื่องมือ เครื่องจักร์อะไรที่จะต้องใช้ในงาน  คิดและวางแผนในเรื่องรายละเอียดต่างๆ  อย่างเช่นจะให้โรงเรียนหน้าตาเป็นยังไง  สร้างความเชื่อถือได้ขนาดไหน  ควรต้องโอเปอร์เรทอย่างไร  บริหารจัดการกันอย่างไร  ทั้งภายในและกับภายนอก  ประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน  ควรพูดจากับผู้ที่สนใจไถ่ถามอย่างไร  ทั้งจากการโทรศัพท์และเข้ามาติดต่อด้วยตนเอง ฯลฯ

ส่วนร้านเบเกอรี  หน้าตาสีสัน  คาแร็คเตอร์ควรจะออกมาในลุ๊คใด  การดีสเพลย์สินค้า  การใช้แสง  อุปกรณ์ประกอบ  เเพ็คเก็จจิ้ง  เสื้อผ้าหน้าผมของพนักงานขาย  วางสเป็คเอง คัดเลือกเอง  ฝึกเองสอนเอง ฯลฯ”

“โห ขนาดนั้นเลยเหรอ  ทำไมถึงขนาดต้องมาทำเรื่องอะไรแบบนี้  ไม่ไว้ใจรสนิยมคนอื่น  หรือไม่มีลูกน้องคนไหนเหมาะสม  จะทำไอ้งานจิ๊บๆจ้อยๆพวกนี้  ตัวเองน่าจะมีงานที่สำคัญๆกว่าให้ทำตั้งเยอะไม่ใช่หรือ?”

“เรื่องเหล่านี้อาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็กๆก็จริงนะ  แต่จะบอกให้ว่ามันไม่เล็กหรอก  เรื่องนี้มันมาจากประสบการณ์ของตัวเอง  เวลาที่เป็นลูกค้าชาวบ้านเขา  เวลาโทรไปที่ไหน  แล้วเจอเอาคนพูดจาไม่ดี  สอบถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง  แค่น้ำเสียง  แค่วิธีการพูดจา มันก็ทำให้เรารู้สึกแย่ รู้สึกลบกับที่นั่นทันทีนะ  แล้วคนที่ขายของหน้าร้าน  ขายขนม  ขายของกิน เราก็อยากเห็นคนขายหน้าตาดี  ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาดี  เสื้อผ้าหน้าผมดูดี  ผิวพรรณดูสะอาดสะอ้าน  ของอาจจะดีมีราคาก็จริง  แต่บางทีขายไม่ดีขายไม่ได้  ก็เพราะคนขายนั่นเอง ไล่ลูกค้า  ด้วยลุ๊ค  ด้วยการพูดจา และการแสดงออก  โดยที่เจ้าของกิจการอาจไม่รู้เลยก็ได้

เราก็เอาสิ่งเหล่านี้แหละ  มาวางสเป็คขึ้น  ว่าลูกน้องที่ทำหน้าที่เหล่านี้  ควรจะเป็นอย่างไร  การจะรู้ว่าเป็นอย่างไร  ก็ง่ายนิดเดียว  แค่เรามาสมมุติตัวเองว่าเราเป็นลูกค้า  แล้วเราต้องการอะไรอย่างไรจากคนขาย  จากพนักงานของที่นั่น  เท่านั้นเองเราก็รู้  เอาที่รู้นั่นแหละ  มากำหนดและฝึกสอนลูกน้องเราเอง  ใช้คอมอนเซนส์ล้วนๆ”

“เออจริงว่ะ  ยอมรับเลย  บางแห่งดี้ดี  แต่พอเจอพนักงานแย่ๆเข้า  ก็ไม่อยากไปที่นั่นอีก  พูดจาไม่ดีไม่พอ  ยังบริการห่วยอีก  อาหารอร่อยแค่ไหน  ก็ไม่อยากกิน”

“แบบนี้ไง  จะไปโทษเด็กหรือพนักงานที่ทำงานไม่ได้หรอก  มันต้องโทษเจ้าของร้านนั่นแหละ  ใครล่ะเป็นคนรับเด็กเข้าทำงาน  ไม่รู้หรือว่าควรจะต้องเอาคนแบบไหน  คัดเลือกมายังไง  แล้วฝึก  แล้วสอนเค้าหรือเปล่า  ใครจะเห็นว่าเรื่องนี้เรื่องเล็กน่ะ  ผิดถนัดเลยแหละ เพราะมันเป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่มันมีความสำคัญมาก”

“พูดถึงเรื่องลุ๊ค  เรื่องแคเร็คเตอร์ของร้านของสินค้าน่ะ ไม่ค่อยเข้าใจ  หมายความว่ายังไง?”

“ตอนที่ทำนั้นไม่รู้หรอก  รู้แต่ว่าก็คือเรื่องการวางระดับของกิจการที่ทำ  วางระดับของสินค้าว่าอยู่ในระดับไหนของตลาด  ราคาขายแพงกว่าถูกกว่ายังไง  เมื่อเทียบกับกิจการ  หรือร้านประเภทเดียวกันกับคนอื่น  เราก็ใช้เซนส์ของเราเอง  ไปดูว่าของคนอื่นทำยังไงลุ๊คออกมาเป็นไง  คนที่ไปซื้อหรือลูกค้าของเค้า เป็นคนประเภทไหน

ซึ่งที่จริงแล้ว  พวกเรียนการตลาดเค้าเรียกว่า  การวางโพสิชั่นนิ่ง  การสร้างบุคคลิกหรืออิมเมจของกิจการ  หรือสินค้า อะไรเทือกนี้แหละ  เหมือนสินค้าที่มีแบรนด์เนม  กับสินค้าไม่มีแบรนด์เนม  มันคนละระดับใช่มั้ยล่ะ  หรือที่มีแบรนด์ทั้งคู่  แต่ก็มีลักษณะและบุคคลิกแตกต่างกันไป  เอาง่ายๆอย่างรถเบนซ์ กับบีเอ็มไง  มีชื่อทั้งคู่  ระดับเดียวกัน เบนซ์ ไปทางภูมิฐานคนมีอายุใช้  แต่บีเอ็ม ไปทางโฉบเฉี่ยวคนใช้มักจะรุ่นอายุน้อยกว่า เป็นต้น พอจะเข้าใจไหม?”

“โอเค เข้าใจ  ย้อนกลับไป  ยังมีคำถามค้างอยู่  คือที่ว่าก่อสร้างตบแต่ง  ก็แปลว่าเป็นที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่โรงงาน  ที่นั้นมันที่ไหน  เป็นยังไงหรือ?”

“เออ ข้ามตรงนี้มาจริงแหละ  คือตั้งแต่บอกกับซีอีโอว่าจะรับงานใหม่นี้  เค้าก็ถามเลยว่าเราจะตั้งโรงเรียนและร้านเบเกอรีตามโปรเจ็คที่เขียนขึ้นที่ไหน  เราก็บอกไปเลยว่าที่สยามแควร์  เพราะตอนนั้นมันเป็นถิ่นใจกลางของคนกทม.  เค้าก็เลยบอกว่าเค้าจะจัดการให้  สักพักหนึ่งเขาก็ชวนไปสยามสแควร์  และชี้ให้ดูอาคารสองคูหา สามชั้น  ว่าใช้ได้ไหม  เราก็บอกโอเค  เขาก็จัดการให้จริงๆ

พอได้สถานที่  เราก็เอาสถาปนิกคนออกแบบไปดู  และอธิบายว่าเราอยากให้มันออกมาในสไตล์ไหน  คอนเซ็ปคือ  ชั้นล่างเป็นส่วนเบเกอรี  มีหน้าร้าน  และส่วนผลิตที่ใช้กระจกใสกั้นด้านหลัง  ให้คนที่เข้ามาซื้อมองเห็นกรรมวิธีผลิต  ออกแบบทั้งข้างนอกข้างในให้ดูทันสมัยอย่างไร  แล้วแต่สถาปนิก”

“ซีอีโอ หรือนายใหม่นี่  เค้าวางเงือนไข หรือมีคำสั่งพิเศษอะไรบ้างไหม?”

“ก็มีแปลกกว่าชาวบ้าน หรือบริษัทในเครือทั่วๆไป  เกี่ยวกับเงื่อนไขการบริหาร  มาแบบใหม่ เค้าเรียกว่าโพรฟิตเซนเตอร์  คือให้หาเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดให้ได้  แปลว่าต้องหารายได้ให้คุ้มกับเงินเดือนลูกน้อง  คุ้มกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด  หากมีกำไร  ทางบริษัทก็จะแบ่งเป็นโบนัสให้พนักงาน  ขาดทุนก็อด  เหมือนกับให้เราเล่นเป็นเจ้าของกิจการกลายๆอะไรทำนองนั้น  ทำงานอิสระ เค้าไม่มายุ่งเลย

มีแต่ในเรื่องการบริหารด้านการเงินเท่านั้น  ที่ทางสำนักงานใหญ่ก็ยังควบคุมอยู่  คือเราต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายเบื้อต้น  ส่งให้ทางฝ่ายบัญชีใหญ่  เอารายรับเข้าบัญชีธนาคารทุกวัน  มีเงินก้อนหนึ่งให้ไว้ใช้ในรูปแบบเงินสำรอง  ถ้าต้องใช้เงินในการลงทุนหรือซื้อทรัพย์สิน  ก็ให้เราทำเรื่องขออนุมัติ  คล้ายๆกับสำนักงานใหญ่เป็นแบงก์  เราต้องทำการกู้ยืมเอามาใช้ในกิจการ  มีการผ่อนใช้คืนกันด้วยระบบบัญชี

     “เมื่อสถานที่เสร็จ  เปิดทำการได้  เริ่มต้นอย่างไร  มีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง?”

comments powered by Disqus
2013-10-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 10
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-11-27
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2012-12-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-03
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7
2012-10-10
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-01-16
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com