เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13

(http://www.thairath.co.th/media/content/2011/04/02/160680/hr1667/630.jpg)

            “ทำไมถึงตัดสินใจว่า  ต้องเป็นซุปเปอร์มาร์เกตแบบญี่ปุ่น  มันเป็นคอมมอนเซนส์อีกหรือเปล่า?”

            “คือคิดว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่สวยที่สุด  เมื่อเอาหลายๆเหตุผลและข้อมูลมาวิเคราะห์ดู  อีกอย่างบริษัทแม่และซีอีโอ.  มีความสัมพันธ์กับวงการธุรกิจญี่ปุ่นในหลายๆด้าน  ที่แน่นแฟ้นมากคือการร่วมทุนทำโรงงานปุ๋ย  การจะเชื่อมโยงไปยังธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกตและด้านอาหาร  อีกหนึ่งแขนงต่อไปนั้น  จึงมีความเป็นไปได้สูง

            ถ้ามีการจอยเวนเจอร์กัน  ระหว่างเรากับซุปเปอร์มาร์เกตในญี่ปุ่น  ให้เขามาขยายธุรกิจในบ้านเรา  และเราก็อาจใช้ช่องทางนี้  ส่งสินค้าไทยกลับไปขายที่ญี่ปุ่นได้ด้วย  ยังไงเราก็ทำไม่เป็นอยู่แล้ว  ขืนทำเองก็อาจจะลองผิดลองถูก  อาจจะไม่เวิร์คก็ได้  หรือกว่าจะทำสำเร็จ  ก็อาจจะใช้ทั้งเงินและเวลามากเกินไป  ให้เขามาทำและเราช่วยเขาร่วมมือกัน  น่าจะชัวร์กว่า  แถมเรายังได้เรียนรู้ด้วย  บวกกลบลบหนี้  งานนี้มีแต่ได้กับได้กันทุกฝ่าย

            พอเอาไอเดียไปคุยกับซีอีโอ.  เขาก็เห็นดีด้วย  และเขาก็ช่วยจัดการให้ทันที  คือติดต่อทางญี่ปุ่น  ให้หาบริษัทที่ทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกตระดับกลางๆ  แล้วนัดหมายส่งเราไปเจรจาด้วย

            งานนี้คอมมอนเซนส์อยู่ตรงที่ว่า  ถ้าจะทำให้สำเร็จ  เราต้องมีอะไรที่ดีกว่าคู่แข่ง  ที่เขาครองตลาดอยู่  และอะไรที่ว่าดีกว่านั้น  มันต้องแปลกและใหม่ด้วย  ก็คือถ้ามันไม่เป็นแบบนี้  ลูกค้าจะมาหาเราทำไม 

            ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ  ก็อาจเอาเรื่องขายบัวลอยไข่หวานในงานวัดนั่นไง  มีหลายเจ้า รสชาดมันก็ไอ้เหมือนๆกัน  แต่เจ้าที่ขายดีกว่า  คนขายมักจะสวยกว่าสาวกว่าเจ้าอื่น  หรือแปลว่า มันต้องมีอะไรที่ดีกว่าเหนือกว่ากันใช่ไหมล่ะ  พื้นฐานความคิดนี้  มันนมนานตั้งแต่โบราณแล้ว  เค้าต้องเรียนมาร์เกตติ้งกันซะที่ไหน  ตามตำราและภาษานักการตลาดเค้าก็เรียกกันว่า  ต้องมีดิฟเฟอร์เรนซ์ซิเอจต์อะไรทำนองนี้แหละ

            แต่หลังจากคอมมอนเซนส์แล้ว  เราก็ต้องเอาหลักการและหลักวิชามาใช้ประกอบ  อย่างเช่นการสำรวจตลาด  สำรวจกลุ่มเป้าหมาย  และการหาข้อมูลอะไรแบบนี้  ต้องใช้คนที่ร่ำเรียนมาทางนี้ไปช่วยเราทำ  เพราะเขารู้วิธีที่จะเอามันมาประมวลบนกระดาษ  เป็นตัวเลขเป็นกร๊าฟ  และอธิบายให้เราเข้าใจและเห็นภาพได้  ซึ่งเราจะต้องเอามาใช้อธิบาย  เพื่อโน้มน้าวให้ซีอีโอ.เห็นด้วยกับเราอีกทอดหนึ่ง 

            ว่าไปแล้วมันก็คอมมอนเซนส์อีกละว้ะ  ก็คือในเมื่อทำเองไม่เป็น แต่งานต้องสำเร็จ  มันก็ต้องหาคนที่ทำเป็น มาทำให้  มันคิดยากคิดเย็นตรงไหนกัน”

            “ก็ต้องไปญี่ปุ่น  คุยกับเขา  อยากรู้ว่าไปคุยอะไรแบบไหน  และเตรียมตัวอย่างไร?”

            “ความจริงต้องบอกเสียก่อนว่า  เรื่องการไปคุยกับนักธุรกิจต่างประเทศนั้น  เราทำมาก่อนหน้านี้นานแล้วและบ่อยด้วย  ดังนั้นการไปคุยเรื่อนี้กับทางญี่ปุ่นจึงไม่ได้หนักใจอะไร  วิธีการก็เหมือนเดิม  คือตั้งเป้าหมายเสียก่อนว่า  จะไปคุยเรื่องอะไร  เพื่อจะได้ผลอะไรออกมา  งานนี้ก็คือไปชักชวนญี่ปุ่นให้มาเปิดสาขาซุปเปอร์มาร์เกตของเขาในเมืองไทย  ร่วมกับเรา

            จากนั้นเราก็ใช้คอมมอนเซนส์ธรรมดาๆ  เรื่องอกเขาอกเรา  คือสมมุติตัวเองเป็นญี่ปุ่น  ถ้าเราเป็นฝ่ายนั้นเราก็จะมีคำถามในใจอย่างไร  ทำไมเราถึงจะไปทำธุรกิจนี้ที่เมืองไทย  ทำไมต้องทำ  ทำเพื่ออะไร  ทำแล้วจะได้หรือเสีย  ถ้าได้จะได้มากได้น้อย  มองไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป ฯลฯ  คือเราแค่สมมุติ  คำถามพื้นฐานก็ยังคิดแบบนี้  ทำไมเขาจะไม่คิดแบบนี้ล่ะ  ไอ้ที่ลึกๆกว่านี้เราไม่รู้หรอก  ว่าเค้าคิดอะไรมากไปกว่านี้อีก

            เราก็ทำการบ้าน เตรียมคำตอบและข้อมูล  เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ไว้ก่อนล่วงหน้า  ใส่รวมในแฟ้มหนีบไปคุยกับพวกเขา  ซึ่งเวลาประชุมคุยกัน  มันก็ไม่หนีเรื่องที่เราคิดไว้  นั่นคือการตอบคำถามพวกเค้า  ก็ว่ากันหลายยก  หลายเดือนกว่าจะลงเอยกันได้  ก็บินไปบินมากันทั้งสองฝ่าย  เราบินไปมากกว่า  เพราะในระหว่างการเจรจานั้น  เราได้เข้าไปเรียนรู้ความเป็นไป  ของการทำซุปเปอร์มาร์เกต  อย่างชนิดคลุกวงใน  ได้คำตอบทุกเรื่องที่ถาม

            มันทำให้เราเริ่มเข้าใจวิธีการดำเนินการและการบริหาร  โครงสร้างเป็นอย่างไร  คนที่ต้องทำหน้าที่แต่ละหน้าที่  ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  เนื่องจากหากตกลงร่วมทุนกันได้  หลักใหญ่ใจความในการร่วมมือ  เขาจะส่งตัวคีย์ๆมาประจำที่เมืองไทย  ส่วนคนทำงานทั้งหมดจะเป็นพวกเรา  แปลว่าเราต้องคัดเลือกลูกน้อง  ส่งมาเรียน มาฝึกงานกับเขา  ก่อนจะเปิดทำการจริงที่เมืองไทย  ถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด  ไม่ใช่ทำงานไปฝึกงานไป”

           “ตกลงกันได้  ในแบบการร่วมทุน  มีเงื่อนไขยังไงบ้าง  ทั้งในแง่ทุน  ในแง่การบริหารจัดการ และอื่นๆ  และรู้ได้ยังไงว่ามันควรเป็นหยั่งงั้น?”

            ในที่สุดเมื่อมีการตกลงในเบื้องต้นแล้ว  เราก็โยนเรื่องกลับไปที่ซีอีโอ.  ให้เขาไปว่ากันเองต่อ ไปเซ็นสัญญากันเอง  โดยที่เราให้แนวทางของเงื่อนไขกับซีอีโอ.ไปด้วย  หลักใหญ่ก็คือในเรื่องการโอเปอร์เรทซุปเปอร์มาร์เกต  ให้ทางเขาทำได้เต็มที่  มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจและสั่งการ  หรือพูดง่ายๆบริหารภายในทั้งหมด  ทางด้านเรารับผิดชอบในเรื่องการตลาด  ด้านการเงิน  และด้านบุคคลธุรการ

            เรื่องแน่ใจหรือไม่  ที่ตั้งเงื่อนไขไปแบบนั้น  ก็คิดแค่ง่ายๆว่า  หากเรื่องเงินและเรื่องคนอยู่ที่เรา  ก็เท่ากับฝ่ายเขาทำงานลูกเดียว  เราน่าจะคุมเขาอยู่นะ  เขาไม่สามารถตุกติกเราได้  คือเรื่องแบบนี้คงไม่มีใครแน่ใจได้หรอก  ไอ้การเข้าหุ้นร่วมทุน  มันมักจะมีปัญหาตามมาทุกแห่งแหละ  จะมีมากมีน้อยมันมีแน่  แต่ฝ่ายไหนได้คุมเรื่องเงินน่าจะได้เปรียบนะ  ก็หวังไว้เท่านี้เอง”

            “เหมือนกับว่า  ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่กับเรื่องเข้าหุ้นนี้นะ”

            “ก็ไม่เคยมีประสบการณ์นี่  จะไปรู้ได้อย่างไร  แค่ไปคุยกับเขาจนเกิดการลงทุนร่วมกันได้  เราก็รู้สึกเหมือนชนะแล้ว  คือทำสำเร็จ  เคยซะที่ไหนล่ะ  เจรจาร่วมทุนระดับข้ามชาตินี้  ทำได้ก็ดีใจตายชักแล้ว”

            “แล้วต่อจากนั้นทำอย่างไร?”

            “เราก็เริ่มทำในส่วนที่เรารับผิดชอบ  นั่นคือการประชุมวางแผนกับทางญี่ปุ่น  ซึ่งส่งคนมาเริ่มกับเราตั้งแต่การวางผังและออกแบบก่อสร้างกันเลย  อีกด้านก็คือการวางแผนดำเนินการกับคนอีกซีกหนึ่ง  คือญี่ปุ่นเขาทำงานแบบเป็นทีม  คนหนึ่งก็เก่งและเชี่ยวชาญอย่างหนึ่ง แม้จะมีตัวหัวหน้าใหญ่ที่มีระดับเดียวกับเรามาคุมที่นี่   ผิดกับฝ่ายไทย  ส่วนใหญ่เราเหมาอยู่คนเดียว  ตอนหลังจึงค่อยๆระดมลูกน้องเก่าจากโรงงานมาสมทบ  ในด้านการก่อสร้าง  ในด้านบริหารเรามันยังไม่มีตัว  ที่พอจะมีศักย์ภาพใกล้เคียงสูสี  เลยยังต้องรับเละอยู่คนเดียวไปก่อน

            วิธีการก็ไม่ต่างกันกับที่เราเคยทำ  คือวางสเกลดวล  หรือกำหนดตารางของงานต่างๆ  ลงบนกระดาษ  งานไหนต้องเริ่มเมื่อไหร่และเสร็จเมื่อไหร่  ถึงช่วงนี้ต้องเริ่มงานนั้นงานนี้  เพียงแต่ของเขาวางได้ละเอียดถี่ยิบ  ครอบคลุมในทุกเรื่องไม่เว้นแม้เรื่องเล็กเรื่องน้อย 

            เราถึงกับเกิดอาการทึ่ง  จึงศึกษามันอย่างลึกซึ่ง  ว่าเค้าทำได้ยังไง  ซึ่งพอรู้มันก็ไม่ยากหรอก  คือเขามีประสบการณ์ในการทำแบบนี้มาก่อน  เขาเปิดสาขาในญี่ปุ่นกันไม่รู้กี่แห่งแล้ว  เขาจึงสามารถทำเป็นแมนนวลหรือคู่มือได้เลย  เนื่องจากเขาบัทึกไว้หมดทุกขั้นตอน  ผิดกับพวกเราพอทำเสร็จก็ทิ้งหมดลืมหมด  ไม่ได้เก็บบันทึกเก็บหลักฐานอะไรไว้  พอจะทำใหม่ก็มานั่งทบทวนเอา  ขาดตกไปยังไงก็จำไม่ได้แล้ว  พวกเขาขยันเก็บ  ขยันบันทึกเอาไว้หมด  ตั้งแต่นั้นมา  เราจึงพยายามทำตามแบบเขา  เพราะเห็นว่า เรื่องเล็กๆที่คนมองข้ามนี่แหละ  ตัวสำคัญทีเดียว

            ในขณะเดียวกันเราก็ต้องคัดเลือกลูกน้อง  ส่งไปฝึกงานแต่ละด้านกับญี่ปุ่น  ประมานสิบกว่าคนเห็นจะได้  คือตั้งแต่ผู้จัดการ ไปจนถึง หัวหน้าแผนกต่างๆ และงานในบางแขนงด้วย  กำหนดเวลาก็พอดีๆกับการก่อสร้างตบแต่ง  พวกเขากลับมาก็จะเริ่มงานได้ทันที”

            “เออ แล้วเลือกลูกน้องส่งไปอย่างไร  ใช้แนวคิดอะไร?”

            “คือในระหว่างที่บินไปบินมาตอนเจรจานั้น  เราก็ได้เข้าไปเรียนรู้งานในซุปเปอร์ของเขามาด้วย  จนรู้ว่าคนที่ทำหน้าทีใด  ในแผนกไหน  ต้องทำอะไรกันบ้าง  และต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  หรือเท่ากับเรามีสเป็คของงานแล้ว  เหลือแค่คัดเลือกคนที่ตรงกับสเป็คของงานเท่านั้น  งานบางชนิดมันต้องใช้คนที่มีระดับการศึกษา  แต่งานบางชนิด  มันก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้คนที่มีระดับการศึกษาสูงเท่าไหร่  ใช้กึ๋น  ใช้ภูมิหลังดั้งเดิม  หรือใช้คุณสมบัติอื่นๆในตัวก็พอ

            อย่างเช่นงานในแผนกเนื้อสัตว์  แผนกปลาและของทะเล ซึ่งเป็นไฮท์ไลท์ของซุปเปอร์มาร์เกต  คนที่เก่งเรื่องเนื้อสัตว์  เมืองนอกเขาเรียกบุชเชอร์  ในเมืองไทย  ก็เห็นคนหลังเขียงหมูเขียงเนื้อในตลาดสดนั่นแหละ  ที่เข้าข่ายเรียกว่าบุชเชอร์  คือมีความรู้เรื่องนี้  จากประสบการณ์ที่ถ่ายทอดกันมา  แต่คนๆนี้ในซุปเปอร์มาร์เกตจีงความสำคัญมาก  และอีกหลายตำแหน่งที่ต้องเรียนรู้กันตั้งแต่พื้นฐาน

            เรารู้มาว่าที่อื่นๆนั้น  ไม่มีใครที่มีคนทำงาน  ซึ่งได้รับการฝึกและอบรมกันมาโดยตรงจากญี่ปุ่นเหมือนของเรา   ดังนั้นจึงหวั่นเหมือนกันว่า  ลูกน้องที่ส่งไปฝึกงาน  พอกลับมาทำงานได้ไม่เท่าไหร่ก็จะถูกซื้อตัวไป  การจะเลือกลูกน้องคนไหนส่งไปจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย  ใครบ้างที่มีคุณสมบัติ  นิสัยใจคอ  และองค์ประกอบอื่นๆเหมาะสมกับงาน  ข้อสำคัญต้องมีความภัคดีต่อองค์กร  หรือต่อเรามากพอด้วย

            เงื่อนไขในใจของเราคือ  การให้น้ำหนักไปที่รอยัลตี้ของคนมากกว่า  เพราะรู้ว่าแต่ละงานไม่ต้องใช้คนที่มีความรู้ระดับสูงเท่าไหร่  หากจะใช้คนระดับปริญญา  ก็ต้องเรียนรู้ใหม่หมด  เริ่มต้นจากศูนย์เหมือนกัน  อีกทั้งยังเป็นเรื่องโอเวอร์ควอลิไฟล์สำหรับตำแหน่งงานนั้นๆด้วย

            อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องแคร์เรียแพลนนิ่ง  มันต้องเป็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ต่อเนื่อง  ซึ่งลูกน้องทุกคนรู้ดีว่า  อยู่กับเราทุกคนต้องมีอนาคต  ทำดีต้องได้ดี  มีผลงาน  มีความขยัน  มีความซื่อสัตย์  ก็จะได้รับผลตอบแทน  ทั้งหมดคือแนวคิดในการคัดเลือกลูกน้องส่งไปญี่ปุ่น”        

comments powered by Disqus
2013-10-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 10
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-11-27
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11
2012-09-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2012-12-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-03
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7
2012-10-10
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com