เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12


            “ก็อย่างที่บอกนะ  เมื่อคนเรามันหมกมุ่นอยู่กับอะไรแบบลงลึกจริงๆ  มันก็จะเข้าใจอะไรในทิศทางนั้นได้กว้างไกลไปด้วย  เรามามองธุรกิจต่างๆเมื่อเวลาเกิด  หรือไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจก็ตามที ในทุกครั้งจะพบว่า  ธุรกิจที่ถูกผลกระทบน้อยที่สุดคือธุรกิจด้านอาหาร  จะมีเงินมากหรือมีเงินน้อยคนก็ต้องกิน  จะกินของถูกหรือของแพงก็ต้องกินอยู่ดี  แต่อย่างอื่นงดได้ลดได้ ไม่ต้องซื้อต้องหาก็อยู่ได้  แต่ไม่กินไม่ได้  ไม่ว่าจะชาติไหนภาษาใดเหมือนกันหมด

            ดังนั้นธุรกิจอาหารจึงน่าจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนที่สุด  ประกอบกับเรามีต้นทุนเรื่องคน  เรื่องบุคลากรอยู่แล้ว  วัตถุดิบก็เหลือเฟือ  ราคาก็ถูกกว่าต่างประเทศ  ถ้าสินค้าของเราดีจริงและราคาสมเหตุผล  การส่งไปขายชาวบ้าน  มันก็มีทางเป็นไปได้สูง  นอกเหนือจากตลาดภายในบ้าน  ที่เราขาดก็เพียงความรู้เครื่องมืออุปกรณ์ ผู้บริหารที่จะขับเคลื่อนธุรกิจนี้  และเงินลงทุนเท่านั้น


(http://2.bp.blogspot.com/_utfu3iM5dew/THyoecD-yuI/AAAAAAAAAUA/PhxtKvS_iEg/s400/viking2.jpg)

            ถ้าผลิตได้และขายเป็น  บริหารเป็น  ธุรกิจนี้มันก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือ  ในเมื่อวัตถุดิบไม่มีวันหมด  หาได้ในประเทศและราคาถูก  ผลิตออกมาแล้วเป็นสินค้าที่ราคารับได้  ข้อสำคัญเป็นสินค้าที่ขายได้แน่ๆ  เพราะคนต้องการตลอดเวลา  นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้มั่นใจว่า  ไปถูกทาง”

            “เอาละเข้าใจแล้ว  ทีนี้ขอวกกลับมาเรื่องที่ยังไม่เชื่อว่า  เป็นการใช้คอมมอนเซนส์ในการคิดโครงการนี้ขึ้นมา  ที่เล่าให้ฟังเป็นฉากๆน่ะ  คือฟังแล้วมันน่าจะเป็นวิธีคิดของนักวิชาการมากกว่า ไม่ใช่ความคิดของคนที่ร่ำเรียนมาทางช่างนะ”

            “ที่จริงใครก็คิดได้  เรียน หรือไม่เรียนอะไรมาก็คิดได้  เพราะที่เอามาคิดนั้น  มันไม่ได้อยู่ในตำรา  ไม่ได้อยู่ในวิชาไหน  มันแค่เอาสิ่งที่เห็น  ที่ทำ  และที่เรียนรู้มาจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  รวมทั้งประสบการณ์ต่างๆ  เอามารวมกันผสมผสานกัน  และมีวิธีคิดที่มันเป็นขั้นเป็นตอน  คิดต่อยอดไปเรื่อย  แบบใช้เหตุใช้ผล  คิดถึงความเป็นไปได้

            คนที่เรียนมาโดยตรง  ส่วนใหญ่จะถูกสอนมาแล้วว่า  อะไรจะต้องเป็นอะไร  และจะต้องทำอย่างไรต่อไป  เหมือนกับถูกตีกรอบมาให้แล้ว  เวลาคิดจึงคิดอยู่ในกรอบ  ผิดกับคนที่ไม่ได้เรียน  จึงไม่รู้ว่ากรอบอยู่ตรงไหน  มีอิสระในการคิด  จะนอกกรอบในกรอบ  ก็ไม่มีอะไรมากีดกั้น

            อีกอย่างที่สำคัญ  ก็คือแรงผลักดันและความจูงใจที่คนคิดจะต้องมีด้วย  คือคิดไปทำไม  คิดเพื่ออะไร  คิดแล้วจะได้อะไร  ซึ่งเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ในใจ  มันก็สร้างพลังให้เกิดความมุ่งมั่นในการคิด  ไม่ต้องมีใครมาสั่ง  มาบอกให้คิด   เราก็จะคิดของเราเอง

            อย่างของเรานั้น  มันมีแรงผลักดันอยู่ในใจอยู่แล้ว  คือเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิต  จากการเอาดีทางการบริหารโรงงาน  มาเอาดีทางบริหารธุรกิจและการตลาด  เส้นทางโรงงานเราไปถึงจุดสุดยอดแล้ว  ใหญ่สุดและสูงสุดในโรงงาน  แต่เส้นทางใหม่นี้  เราแค่ทำเรื่องส่งเสริมการขายให้มันเป็นธุรกิจได้เท่านั้น  มันยังไม่ถึงครึ่งทางเลย  หากเปรียบเทียบกับเส้นทางโรงงาน

            การคิดอะไรเป็นขั้นตอนของเรา  มันก็ไม่ได้อาศัยหลักวิชาอะไร  เพียงแต่ว่าหากคิดเรื่องนี้แล้วมันคิดไม่ออกว่าจะทำยังไงต่อไป  เราก็หยุดไว้ก่อน  โดยบันทึกลงไว้ในกระดาษ  ว่าความคิดมันมาตันตรงนี้  ใส่เครื่องหมายคำถามไว้ตัวใหญ่  เสร็จแล้วก็เก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อน  ไปคิดเรื่องอื่นและปัญหาอื่น  บ่อยครั้งที่ปัญหาใหม่เรื่องใหม่  มันมาโยงถึงเรื่องเก่าที่คิดค้างไว้  พอหยิบขึ้นมาดูใหม่  มันก็เห็นทางออก  หรือบางทีก็ไปเห็นอะไร  หรือไปได้แง่คิดมุมอง  จากคำพูดบางคำพูดของใครขึ้นมา  บางที่จากการดูหนังหรืออ่านหนังสือก็ยังมี  มันไปคลิ๊กความคิดที่ติดค้างนั้นได้

            ไอ้การชอบขีดเขียนนี่  มันก็นำมาซึ่งการจัดลำดับความสำคัญก่อนหน้าหลังเอง  คือเรื่องที่คิดไม่ออกแล้วค้างไว้  ก็แปลว่ามันยังไม่เร่งด่วนที่จะต้องคิดให้ออก  จึงทิ้งไว้ในลิ้นชักได้  แต่อะไรที่มันบีบบังคับให้ต้องรีบตัดสินใจหรือทำอะไรลงไป  ในจังหวะนั้นจังหวะนี้  เราก็ต้องเอามาเป็นเรื่องรีบด่วน  ต้องรีบคิดให้ออกก่อน  ทีนี้หากมันเข้ามาพร้อมๆกันหลายเรื่อง  เราก็จะเกิดความคิดเองว่าจะต้องจัดการเรื่องไหนก่อน  ดูง่ายๆจากการที่เรื่องไหน  มันจะไปเกี่ยวพันและเกิดผลกระทบกับงาน  หรือไม่อย่างใด  สิ่งที่มาก่อน  คืองานจะต้องไม่สะดุด  เห็นไหมว่า  มันไม่ต้องมาให้ใครสอนหรอก  ว่าอะไรควรทำก่อนหลัง  หรือตามหลักวิชา  ที่ว่าต้องรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของงาน  อย่างนี้เรียกว่าคอมมอนเซนส์ไหมล่ะ

            เจ้าของกิจการ  เจ้าของธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้านตั้งมากมายในประเทศนี้  ลองไปเช็คดูสิว่าเรียนจบอะไรมา  บางคนจบแค่ปอสี่เท่านั้นเอง  เขาใช้อะไรคิดล่ะ   ถ้าไม่ใช่คอมมอนเซนส์ของเค้าเอง  แล้วลองไปถามสิว่าจริงไหม  เค้าอาจจะอธิบายไม่ถูกหรอกนะ  ว่ามันใช่คอมมอนเซนส์หรือไม่  บางคนอาจจะบอกว่าเขามีลูกน้องเก่ง  แต่นั่นแหละ  เขาคิดเองไม่ได้  ก็รู้จักที่จะหา จะใช้คนที่เขาเก่งได้  แต่สรุปจากเรื่องราวของเขา  มันก็หนีไม่พ้นแน่รับรองได้  ว่ามันคือคอมมอนเซนส์”

            “อืม ก็ไม่รู้จะเถียงยังไงนะ  มันก็มีเหตุผล  แต่มันก็ยังไม่สามารถจะยอมรับได้เสียทีเดียวนะ  เพราะมันก็ยังมีคำถามอีกเยอะ  เช่นว่า  หากความคิดแบบนี้มันมาจากคอมมอนเซนส์  และใครๆก็มีคอมมอนเซนส์กันทั้งนั้น  ทำไมเขาจึงใช้คอมมอนเซนส์ไม่ได้แบบนี้ล่ะ?”

            “ก็อย่างที่บอกไง  คนที่จะหยิบเอาคอมมอนเซนส์ที่ตัวเองมี  มาใช้ได้ผลหรือไม่นั้น  มันอยู่ที่แฟ็คเตอร์อื่นๆด้วยไง  และสำคัญที่ตัวเองที่เป็นคนยังไงด้วย  เหมือนคนที่มีความฝันและอยากไปให้ถึงฝัน  ให้ความฝันนั้นเป็นจริงให้ได้  มันต้องต่อสู้  ต้องไม่ย่อท้อ  ไม่ยอมพ่ายแพ้  ซึ่งมันจะผิดกับคนช่างฝัน  คือเอาแต่ฝัน  แต่ไม่คิดหาทางหาวิธีที่จะไปถึงฝันนั้น  แค่เริ่มต้นคิด ก็บอกตัวเองว่าทำไม่ได้แน่  หาเรื่องอื่นฝันต่อไปดีกว่า  คนที่ใช้คอมอนเซนส์ไม่เป็นผล  ก็เหมือนคนช่างฝันนั่นเอง”

            “ก็เข้าใจละ  แต่ยังทำใจให้ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซนต์ไม่ได้  ว่าต่อไปดีกว่า  พอเห็นสถานที่แล้ว  เริ่มต้นอย่างไร  เอาตั้งแต่วิธีคิดและลงมือทำเลยนะ”

            “เมื่อรู้ว่าถูกมอบหมายให้รับโครงการใหม่  เรื่องใหญ่ที่สุดที่อยู่ในใจคือสิ่งที่ไม่รู้  ไม่เคยทำ นั่นคือธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกต  ต้องหาทางเรียนรู้ให้ได้เสียก่อน  พร้อมๆกันนั้นก็นึกถึงเรื่องคน  งานนี้จะหาลูกน้องคนไหนมาทำมาเป็นมือรองในโครงการด้านนี้  คือเราคงต้องเอามือที่เราไว้ใจเชื่อใจไปด้วยจากโรงเรียนและเบเกอรี   และที่นั่นตัวคีย์ที่จะรับงานต่อไปจากเรามีแล้ว  ก็คือคนที่ทางผู้ใหญ่ส่งมา  คนที่เราจะเอาไปจะให้ดูแลด้านไหน  คือมันจะเท่ากับมีสองโครงการอยู่ด้วยกัน  คือธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกต  และธุรกิจอาหารแช่แข็ง  ซึ่งต้องเป็นผลพวงจากฐานเดิมคือธุรกิจเบเกอรีแช่แข็ง  และอัพเกรดขยายโรงเรียน  ให้มีขีดความสามารถรับนักเรียนจากต่างชาติได้”

            “โอ้  กิจการโรงเรียนดังไปถึงเมืองนอกเลยหรือ  ทำยังไงล่ะ?”

            “ที่จริงมันมาจากฝรั่งที่มาช่วยเหลือสนับสนุนเรานั่นเอง  พวกตัวแทนที่ทำหน้าที่ขายข้าวสาลีให้เราน่ะ  ทั้งอเมริกัน  ทั้งออสเตรเลีย ซึ่งพวกเขาไม่ได้ติดต่อค้าขายกับเราประเทศเดียว  คนนึงเขาดูแลทั้งภาค  ภาคเราคือเซาธ์อีตส์เอเซีย  บริษัทแบบเรามีทุกประเทศ  แต่ในด้านการส่งเสริมการขาย  ไม่มีบริษัทของประเทศไหนทำโครงการแบบเรา  โดยเฉพาะเรื่องโรงเรียนสอน  เขาจึงเป็นสปอนเซอร์ส่งเสริมพวกนั้นให้มาเรียนกับเรา  รวมทั้งช่วยอัพเกรดโรงเรียนของเราขึ้นเป็นสถาบัน  สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย”

            ขั้นแรก เราก็สร้างฟังก์ชั่นของเนื้อหาหลักก่อน  คือในพื้นที่ทั้งหมดจะมีอะไรบ้าง  อาศัยอาคารเก่าสองชั้นที่มีอยู่เป็นหลัก  คือไม่รื้อทิ้งแต่เอามาใช้ประโยชน์ให้ได้  ชั้นบนเป็นส่วนสำนักงาน  ชั้นล่างเป็นส่วนให้เช่าพื้นที่ทำร้านค้า  พื้นที่ส่วนหนึงทำโรงเรียน  ส่วนผลิต  และห้องแช่แข็ง  อีกส่วนหนึ่งทำซุปเปอร์มาร์เกต  ที่เหลือทั้งหมดเป็นที่จอดรถ  ไอ้ส่วนที่เป็นซุปเปอร์มาร์เกตน่ะ  ทิ้งไว้หลังสุด  เพราะยังไม่รู้ว่าต้องใช้เท่าไหร่  คาดเดาเอาคร่าวๆจากการดูตัวอย่างที่อื่น  กะๆว่าคงพอ

            ในระหว่างนั้นก็ทำการสำรวจพื้นที่รอบๆนั้น  สำรวจธุรกิจแบบเดียวกับที่จะทำในพื้นที่  ศึกษาถึงกลุ่มเป้าหมายว่าคือใคร  แถบนั้นมีซุปเปอร์มาร์เกตมีชื่อเก่าแก่อยู่แล้วหนึ่งเจ้า  ตั้งอยู่ที่ปากทางเข้าพื้นที่เราพอดี  ก็ไปศึกษาดู  ได้ข้อสรุปมาว่ากลุ่มลูกค้าของเค้าเป็นคนต่างชาติส่วนใหญ่  ไปทางฝรั่ง  และคนต่างชาติในกรุงเทพฯก็อาศัยอยู่แถบนั้นเป็นส่วนใหญ่  สินค้าในซุปเปอร์ฯนั้น  ก็เป็นสินค้าอิมพอร์ตเสียส่วนใหญ่  คือเขารู้ว่าลูกค้าฝรั่งต้องการอะไร  เขาก็หามาตอบสนอง

            ไม่ไกลจากนั้น  ก็เป็นร้านเครื่องกระป๋องดั้งเดิม  ที่อัพเกรดและขยายขึ้นเป็นซุปเปอร์มาร์เกต แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว  น่าจะเป็นโกรเซอร์รีขนาดใหญ่มากกว่า  เพราะมีแต่อาหารประเภทเครื่องกระป๋อง เป็นส่วนใหญ่  ไม่มีของสดหรืออาหารอย่างอื่นขาย  กลุ่มลูกค้าเป็นระดับมีกำลังซื้อสูงเช่นกัน

            คือใช้เวลาวิเคราะห์และศึกษาอยู่พักใหญ่  ก็เจอทางตั้น  คือหากจะเกิดได้ก็แปลว่าจะต้องเอาส่วนดีของทั้งสองแห่งนั้นมาผสมกัน  และต้องทำให้ดีกว่า  แปลกกว่า  สดใหม่กว่า  ซึ่งก็เป็นการไปแย่งเค็กก้อนเดียวกันกับสองแห่ง  ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่อยู่  ข้อสำคัญเราเองทำไม่เป็น  และไม่เคยทำมาก่อน  คิดอย่างเดียวว่าน่าจะต้องหาใครมาทำเรื่องนี้

             อย่างที่บอก  ไอ้การไปต่างประเทศบ่อยๆนี่  มันก็เก็บเกี่ยวอะไรมาได้เยอะ  ซุปเปอร์มาร์เกตที่ชอบมากคือในยุโรป  กับที่ญี่ปุ่น จากที่ผ่านๆตามา   ก็เลยขอซีอีโอ.ไปดูงานและศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ  การไปคราวนี้จึงมีเป้าหมายชัดเจน  สะพายกล้องถ่ายรูปไปด้วย  ไปดู ไปแอบถ่ายของชาวบ้านเค้ามาหมด  ที่ว่าแอบถ่าย  ก็เพราะเค้าไม่ให้ถ่ายรูปในซุปเปอร์ฯทุกแห่งที่ไป  เราใส่เลนซ์มุมกว้าง  และตั้งแสงตั้งความเร็วหน้ากล้องไว้ก่อน  สะพายกล้องไว้กับไหล่  แค่หันหน้ากล้องแบบเนียนๆในท่าสะพายอยู่  กดชัทเตอร์ไปด้วย  เราก็ได้ภาพกลับมาเป็นร้อยๆภาพ

             คราวนี้เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างเยอะ  โดยเฉพาะรูปแบบที่เป็นหลักๆของการทำซุปเปอร์ฯที่เห็นนั้นมีอะไรบ้าง  ไปที่ไหนก็จะเห็นเหมือนๆกัน  นั่นคือการแบ่งประเภทสินค้าออกเป็นหมวดหมู่  เป็นแผนกๆ  การจัดวาง  การจัดเรียงสินค้า  การใช้วัสดุและอุปกรณ์ภายใน  การจัดแสง  การวางเลย์เอาท์ พนักงานในแผนกต่างๆ  การแต่งตัว  พฤติกรรมผู้บริโภค ฯลฯ  เอาที่คุ้นเคยที่เห็นในบ้านเรามาเปรียบเทียบกับของเค้า  มันต่างกันยังไง  วันๆตระเวนไปสำรวจถ่ายรูปและศึกษา  พอตกเย็นกลับโรงแรม  ก็ลงมือเขียนบันทึก  เรียบเรียงสิ่งที่เห็นที่เข้าใจเก็บไว้

            หลังจากได้ไปเก็บเกี่ยวข้อมูลมา  ก็พบทางสว่าง  ตามโจทย์ที่ตั้งไว้ในใจ  คือต้องทำให้ดีกว่าและแปลกใหม่กว่า  ของสองเจ้าเดิมที่มีอยู่แล้วในพื้นที่  หากลุ่มเป้าหมายใหม่  หรือสไตล์คิดเดิม คือสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ของเราเอง  ไม่ต้องไปแย่งเค็กใคร  นั่นก็คือเราต้องสร้างซุปเปอร์มาเกตในสไตล์ญี่ปุ่นขึ้นมา  หากินกับความเป็นชาตินิยมของคนญี่ปุ่นในแถบนั้น” 

comments powered by Disqus
2013-10-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 10
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-11-27
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11
2012-09-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-03
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7
2012-10-10
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-01-16
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com