เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11

(http://www.makemany.com/wp-content/uploads/2011/03/critical-thinking.gif)

            “ตกลงโครงการแฟรนไชส์นูดเดิลเฮ้าสำเร็จมั้ย?”

            “เสียดาย  ทำได้แค่ต้นแบบเท่านั้น  คือสร้างตัวอย่างร้านขึ้นมาที่สยามสแควร์  เปิดดำเนินการได้  และทิ้งไว้ให้คนที่มารับช่วงทำต่อไป”

            “อ้าว  แปลว่าถูกย้ายเหรอ?”

            “เปล่าไม่ใช่ถูกย้าย  เรื่องมันยาวน่ะ  คือซีอีโอเค้าให้ไปทำโปรเจ็คใหม่  ที่มันใหญ่กว่าเดิม ซึ่งมันก็มาจากไอเดียของเราเองนั่นแหละ  แต่เผอิญไปโดนซีอีโอเข้าให้  นั่นคือธุรกิจด้านอาหาร”

            “มันไปยังไงมายังไงล่ะ?”

            “คือช่วงนั้นคิดว่า  ที่ทำทุกอย่างมันถึงจุดสุดขีดแล้ว  ระบบและงานถูกวางไว้เพื่อรองรับแผนที่เซ็ทไว้  ธุรกิจโรงเรียนและเบเกอรี  ที่เชียงใหม่ก็สร้างแล้ว  หาดใหญ่ก็เปิดแล้ว  เหลือแค่โคราชเท่านั้น  นูดเดิลเฮาส์ก็เปิดแล้ว  แผนดำเนินการเรื่องแฟรนไชส์ก็วางไว้แล้ว  วันหนึ่งซีอีโอก็ถามว่า  แล้วต่อไปเราจะทำอะไร  เราก็ตอบไปเลยแบบไม่ต้องคิดว่า  เราน่าจะไปทางด้านอาหาร  ทำพวกอาหารสำเร็จรูป  เบเกอรีสำเร็จรูปในระบบแช่แข็งนี่แหละ

            ก็ตามสไตล์เค้า  พยักหน้าหงึกๆ  และถามแนวคิดคร่าวๆ  เสร็จแล้วบอกให้เราเขียนแนวไอเดียของโครงการมาให้ดู 

            ซึ่งที่จริงเราก็ร่างๆแนวไอเดียไว้แล้ว  ก็อย่างที่ว่า  เราก็คิดต่อยอดของเราไปเรื่อย  จากเรื่องหนึ่งมันก็โยงไปอีกเรื่องได้  อย่างเรื่องอาหารแช่แข็ง  มันก็มาจากเบเกอรีแช่แข็งนี่เอง  จุดประกายมันมาจากเรื่อง  จะทำยังไงให้มีการเปิดสาขาเบเกอรีกันได้ง่ายกว่านี้  ใช้เงินลงทุนน้อยกว่านี้  และไม่ต้องเรียนก็เปิดได้  ทีนี้เมื่อเราไปเมืองนอก  ก็ไปพบคำตอบ  นั่นคือการแช่แข็งแป้งที่ผ่านการผสมเรียบร้อยแล้ว  รอให้มันฟูขึ้นมาจากปฎิกิริยาของยีสต์กับอากาศ  ก่อนจะเอาเข้าเตาอบ  แต่เขาหยุดไม่ให้มันฟูด้วยวิธีที่เรียกว่าช็อคฟรีซ  หรือทำให้ต่ำกว่าศูนย์องศาในทันทีทันใด  หรือเรียกว่าโฟรเซ็นโด

            พอจะเอามาใช้  ก็แค่ปล่อยให้อุณภูมิมันคลาย  ยีสต์ก็จะทำงานต่อให้ได้ที่  จึงเอาเข้าเตาอบ  พอออกจากเตาอบ  เบเกอรีมันก็มีคุณภาพเหมือนการทำอย่างต่อเนื่องทุกประการ  ดังนั้นคนที่จะเอามันไปทำเป็นธุรกิจ  ก็แค่มีเตาอบ  และตู้คลายอุณภูมิก็พอ  ก็สามารถจะขายเบเกอรีที่สดใหม่ได้ทุกที  ไม่ต้องมีพื้นที่มาก  และไม่ต้องลงทุนมาก

            แต่ทีนี้เมื่อคิดถึงระบบช็อคฟรีซนี่แล้ว  มันก็ไปคิดเรื่องพืชผักผลไม้  เนื้อสัตว์ และอื่นๆหรืออาหารสำเร็จรูปรวมไปด้วย  ก็เห็นจากเมืองนอกเหมือนกัน  ที่เขาเรียกว่าทีวีดินเนอร์  แค่เอาอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง  มาเข้าไมโครเวฟ  ก็ได้กินดินเนอร์สบายๆแล้ว

            ปัญหามันอยู่ที่ว่า  ไอ้การทำห้องเย็น  การทำช็อคฟรีซนี่  มันต้องใช้เงินลงทุนเยอะ  แถมยังต้องคิดไปถึงเรื่องการขนส่ง  การแฮนเดิลโปรดักส์ที่แช่แข็ง  ทำน้อยๆมันคงไม่คุ้มการลงทุนแน่  ยิ่งหากจะลงทุนเพื่อทำทางด้านเบเกอรีอย่างเดียว  ยังไงก็ไม่คุ้ม  นอกเสียจากทำเรื่องอาหารพ่วงเข้าไปด้วย

            ความเป็นไปได้มันก็น่าจะมีนะ  เพราะลูกน้องของเราจบฟู๊ดซายน์  ฟู๊ดเท็คโนโลยี่มาแทบทุกคน เรายังใช้พวกเค้าไม่เต็มความรู้ความสามารถแทบทั้งนั้น  เอามาเล่นเรื่องอาหารได้สบายๆ  มันอยู่ที่เรื่องการลงทุนเท่านั้นว่าจะคุ้มไหมคุ้ม  ซึ่งมันก็ต้องมีแผนทางด้านการตลาดเป็นคำตอบด้วย  คือลงทุนแล้วทำแล้ว มันต้องรู้คำตอบว่า  จะขายอย่างไร  ขายใคร  และขายได้มากน้อยเท่าไหร่

            หลายๆเรื่องมันก็ยังไม่มีคำตอบที่เด่นชัด  มันเป็นการคาดคะเนของเราซะมาก  อย่างเช่นเรื่องอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง  ซึ่งมันต้องมาพอดีๆกับเรื่องไมโครเวฟ  ตอนนั้นไมโครเวฟ  ยังเป็นเรื่องใหม่และราคาแพงสำหรับบ้านเรา  ไลฟ์สไตล์ของคนไทย  ก็ไม่จำเป็นจะต้องมากินอาหารสำเร็จรูป  เพราะอาหารปรุงสดๆ ราคาถูก  ก็มีให้กินทุกหัวระแหง  อาหารสำเร็จรูปมันจึงน่าจะเป็นเพียง  เรื่องของอนาคต  ที่ไลฟ์สไตล์ของคนไทยเปลี่ยนไป

            เราก็คิดของเราไปเรื่อยๆ  ตั้งคำถามและหาคำตอบไปไม่หยุด  จนมาคิดว่ามันติดอยู่ตรงเรื่องคุ้มไม่คุ้มนี่แหละ  เพราะกว่าที่สิ่งที่คิดจะเป็นจริง  มันต้องใช้เวลามากพอสมควร  และระหว่างนั้นไม่เห็นทางที่จะทำเงินกลับมาได้เลย  ต้องทนขาดทุนกันหลายปีเชียวแหละ  ไอเดียแบบนี้เสนอไปก็ถูกตีตกลงมาแน่  ขนาดเราเองยังไม่เห็นด้วยเลย  จึงได้ทิ้งความคิดไว้บนแผ่นกระดาษก่อน

            ทีนี้เมื่อมันเกิดโดนซีอีโอ.ขึ้นมา  ก็หยิบกระดาษขึ้นมาดูใหม่  จึงพบว่า  โจทย์มันอยู่ที่ต้องหาเงินเพื่อเอามาเลี้ยงกิจการไปด้วย  ในเส้นทางที่จะทำเรื่องอาหารสำเร็จรูป  ให้เป็นไปตามแนวคิดด้วย  พูดง่ายๆคือทดลองทำอาหารสำเร็จรูปไปด้วย  หาเงินมาใช้จ่ายด้วย  ตามกติกาการบริหารในรูปแบบโพรฟิตเซนเตอร์  บริษัทแม่ลงทุนให้ก่อน  และเราต้องหามาใช้คืน  พร้อมกับทำกำไรให้ด้วย  ทำได้เราก็อ้วนตาม  ทำไม่ได้ก็อดตายว่างั้นเหอะ

            พอเห็นโจทย์  วิเคราะห์และตีโจทย์แตกแล้ว  เราก็มาคิดหาวิธีแก้โจทย์  ทำธุรกิจอะไรที่จะมีสภาพทางการเงินพอจะให้เราทำตามที่คิดได้บ้าง  มันก็ปิ้งขึ้นมาทันที  กับธุรกิจหนึ่งคือร้านขายของชำหรือพวกร้านขายเครื่องกระป๋องสมัยนั้น  ที่เรารู้มาว่า เขาได้เครดิตจากบริษัทเจ้าของสินค้า  สองสามเดือน  แต่เวลาเขาขายเรา  เขาเก็บเงินสด  ดังนั้นก็แปลว่า  เขาถือเงินเราอยู่ในมือได้นานเท่าที่เขาได้เครดิต  มีลูกค้ามากเท่าไหร่ขายได้มากเท่าไหร่  ก็จะมีเงินในมือมากเท่านั้น  ปีหนึ่งเขาก็จะมีเงินของลูกค้าให้ถืออยู่ในมือฟรีๆ  สองสามเดือนตามระยะเวลาเครดิต

            เราจึงเอาโครงการทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกต  มาผสมกับโครงการผลิตอาหารและ    เบเกอรีสำเร็จรูป  หลักใหญ่ใจความก็คือ  เอาเงินที่จะเกินอยู่ปีละสองสามเดือนที่มีในมือ  จากยอดขายของซุปเปอร์มาร์เกตนี่แหละ  เอามาใช้ในการค้นคว้าและทำอาร์แอนด์ดี  ทั้งเบเกอรีและอาหารสำเร็จรูป  จะนานแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา  ใช้ซุปเปอร์มาร์เกตนั่นเอง  เป็นแหล่งทดลองวางขาย  ทดสอบตลาด  แค่นี้เราก็จะสามารถบริหารในรูปแบบโพรฟิตเซนเตอร์ได้  ดูแลตัวเองได้

            นำเสนอต่อซีอีโอ.ได้แล้ว  ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก  มันเป็นโครงการที่ใหญ่มาก และออกเวอร์หน่อยๆ  เราไม่คิดหรอกว่ามันจะเป็นไปได้  ที่คิดไว้มันก็หยาบเอามากๆ  ทำได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้เลย  รู้แต่ว่าแนวคิดมันไม่น่าจะผิด

            แต่ปรากฎว่า  เข้าตาทั้งซีอีโอ.และบอร์ดบริหารทั้งหมด  ตอนนั้นเราไม่รู้เรื่องหรอก  เพราะเราออกมาอยู่เองแบบอิสระ  ไม่ได้อยู่ในสำนักงานใหญ่  วันๆก็อยู่กับบริษัท  อยู่กับงาน  และลูกน้องที่เรารับผิดชอบ  แก้โน่นปรับนี่ของเราไปเรื่อย  จนตัวเราแทบไม่ต้องทำอะไร  ทุกอย่างมันเดินไปตามระบบ  เดินทางไปโน่นไปนี่  หายไปเรียนที่อเมริกาอยู่หลายเดือน  ทุกอย่างก็เรียบร้อย”

            “อ้าว  ไปเรียนอะไร  ใครส่งไปล่ะ?”

            “ไปเรียนมาเก็ตติ้งช๊อตคอร์ส  ที่นอธ์ดาโกต้า  อเมริกา  ซึ่งไอ้กันมันเชิญมาให้ไปเรียนฟรี  ก็จากการที่เราเป็นผู้ที่ทำให้วงการเบเกอรีในประเทศไทย  เติบโตขึ้นอย่างเห็นผล  ทำให้มันขายข้าวสาลีให้เราได้มากขึ้น  เหมือนให้เป็นรางวัลว่างั้นเหอะ”

            “ไปเรียนมา  แล้วได้มาใช้อะไรบ้างล่ะ?”

            “แบบที่ชอบที่สุด  ที่ได้มาและเอามาใช้ก็คือ  การคิดต่อยอดที่เป็นระบบ  และเป็นหมวดหมู่  ที่จริงมันก็คือเอาคอมมอนเซนส์ที่มีอยู่นี่แหละ  เอามาลำดับเป็นหมวดหมู่  เอามาจัดให้มันเป็นระบบ  มีการตั้งชื่อเรียก  มีการเอามาสรุปเป็นทฤษฎี  มันเหมือนเรามีแค่ผ้า  หรือเท่ากับมีคอมมอนเซนส์  แต่เขาสอนให้เอาผ้ามาตัดเย็บ  ให้เข้ากับรูปร่างและดูดีได้  ประมานนั้น  ซึ่งยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นในเรื่องคอมมอนเซนส์เพิ่มขึ้นอีกเยอะ  ว่าเรามาได้ถูกทางแล้วละ”

            “จะต้องไปทำโครงการใหม่  แล้งงานเก่าละใครสานต่อ?”

            “ทางระดับบนเค้าวางแผนมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว  คือพอเราเริ่มทุกอย่างได้เป็นรูปเป็นร่าง  วางแผนงานอย่างต่อเนื่อง  เขาก็ส่งผู้สืบทอดรุ่นที่สองของพวกเขา  ลงมาให้เป็นผู้ช่วยเราแล้ว  เพื่อให้มาเรียนรู้จากเราและพร้อมที่จะเข้ารับช่วงงานได้”

            “ไม่คิดไม่รู้สึกอะไรหรือ  กับการที่ผู้ใหญ่ของบริษัททำอย่างนั้น  คือหากจะมองก็มองได้ว่า  เขาไม่ไว้ใจเราเท่าไหร่  เอาคนของเขามาประกบ  หรือพร้อมที่จะเขี่ยเราทิ้ง  หากเราเกิดพยศขึ้นมาอะไรทำนองนั้น?”

            “ก็คิดนะ  แต่ก็เข้าใจ  มันก็คงแบบเดียวกับที่เราคิด  หาวิธีป้องกันลูกน้องที่จะถูกซื้อตัวไป  จะต้องมองหาตัวตายตัวแทน  และหาวิธีจะรักษาเค้าไว้ยังไง  ไปพร้อมๆกันด้วย  ของเรามันน่ากลัวกว่าด้วยซ้ำ  เพราะลูกน้องทั้งหมดเป็นลูกน้องเรา  เราสร้างพวกเขาขึ้นมาเอง  ข้อสำคัญเราเอาพวกเขาอยู่  เราเป็นศูนย์รวมของพวกเขา  คือเมื่อเข้าใจก็ไม่คิดอะไรมาก  เราก็ถือว่าส่งมาเป็นลูกน้องเรา  เราก็แฮนเดิ้ลเขาเหมือนคนอื่นๆ”

            “อันนี้ก็คิดแบบใช้คอมมอนเซนส์อีกซีนะ  ที่ชอบใช้คำว่าอกเขาอกเรา”

            “ถูกต้องแล้วครับ  แม้ไม่มีผู้ใหญ่คนไหน  มาอธิบายเล่าเบื้องหลังความจริงนี้ให้ฟัง  แต่ใครจะปฎิเสธล่ะ  ว่าที่เราคิดนั้นไม่ถูก  และเอาละ  ลองสมมุติว่าเกิดไปถามซีอีโอ.  วาทำไมถึงส่งทายาทรุ่นสองลงมาประกบเรา  คำตอบมันก็อาจจะออกมาในแบบที่ต้องสะอึก  ด้วยความตื้นตันใจก็เป็นได้ 

            อย่างเช่นตอบว่า  ก็เพราะรู้ว่าเรานั้น  จะทำอะไรได้มากกว่างานนี้  ใหญ่กว่านี้  เราเหมาะที่จะริเริ่มอะไรใหม่ๆ  จึงเตรียมตัวหาคนมาสานต่อสิ่งที่เราทำ  เดินตามรอยที่เราวางไว้ได้อย่างมั่นใจว่ามันต้องสำเร็จและทำได้เต็มที่แน่  เพราะมีผู้ใหญ่หนุนหลังอยู่ตามธรรมชาติแล้ว  หรือใช้วาทะศิลป์ในเชิงการพูด 

            พูดให้เราเป็นปลื้มในแนวทำนองนี้  เราจะเอาอะไรไปโต้แย้ง  เราคิดเผื่อข้ามช็อตไว้แล้ว  ไอ้เรื่องนี้มันจึงไม่ได้มารบกวนความรู้สึกใดๆของเรา  อีกอย่างก็ชักจะเป็นมืออาชีพมากขึ้น  เมื่อได้ซึมซับกับสไตล์การบริหารในรูปแบบโพรฟิตเซนเตอร์  คือมันทำให้รู้สึกเป็นตัวของตัวเอง  ต้องพึ่งตัวเอง  แก้ปัญหาเอง  หาทางออกกับปัญหาต่างๆเอง  หาเลี้ยงลูกน้องเอง  หาเงินใช้หนี้เอง ฯลฯ

            มันเริ่มรู้สึกว่า  แบบนี้สิคือสิ่งที่เราชอบ  มันท้าทายความสามารถ  มันทำให้ได้แสดงฝีมือ  ทำแบบมีเป้าหมาย  มีจุดประสงค์  มันผิดกับการทำไปวันๆ  สบายๆ  ถึงเวลาก็รับเงินเดือน  มันไม่ใช่  ยิ่งมองย้อนหลังไป  ก็ยิ่งแน่ใจว่าที่รู้สึกนั้นมันจริง  งานโรงงานที่เราก่อร่างสร้างมันขึ้นมาใหม่  รบกับคนเป็นร้อยๆ  ทำใหม่  วางระบบใหม่  จนทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง  พอเข้าช่วงได้เสวยสุข  ไม่ต้องทำอะไรมาก  ทุกอย่างมันเดินได้เองอย่างเป็นระบบ  เราก็เบื่อ หาเรื่องอื่นทำ  จนได้มาถึงจุดนี้  ข้างหน้าของเรา  มันก็คงจะเหมือนที่ผ่านมา  ก็ไม่ได้อาลัยอาวรณ์  หรือยึดติดกับผลงาน  หรือผลพวงที่พึงได้แต่หนหลัง”

            “เอาละ  แล้วเริ่มโครงการใหม่ยังไง  เล่าให้ฟังหน่อย”

            “วันหนึ่งซีอีโอ.ก็มาไม้เดิม  คือลากเราขึ้นรถเค้า  บอกสั้นๆว่าไปดูที่กัน  เขาพาไปดูสถานที่แห่งหนึ่ง  แถบใจกลางสุขุมวิท ต้องเข้าซอยแคบๆ  ไปสักสามสิบเมตรเห็นจะได้ อยู่ระหว่างซอย33 กับ35  เป็นซอยของโรงหนังเก่า  ที่ๆดูอยู่หลังโรงหนัง  เป็นพื้นที่หลายไร่  เป็นเอนเทอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์เก่าที่แจ้งไป  ยังมีสิ่งปลูกสร้างหลงเหลืออยู่  พื้นที่ดูเหมือนเหมือนถุง  ทางเข้าแคบแต่มาป่องอยู่ข้างใน  เขาถามสั้นๆว่าเป็นยังไง  เนี่ยะเอามาให้เราทำตามโครงการที่เขียน  ที่ตรงนี้ทำได้มั้ย

            ตอนนั้นเราเกิดอาการอึ้งทึ่งเสียว  อึ้ง เพราะไม่คิดว่าเค้าจะเอาจริงกับไอเดียเรา  ทึ่ง ที่เขาอุตส่าห์ลงมือควานหาพื้นที่เอง  เสียว ก็คือกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้  เพราะมันเป็นงานใหญ่เกินตัว  แถมไม่เคยทำมาก่อนด้วย  ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ  แล้วพูดแผ่วๆว่า  น่าจะได้นะ

ช่วงนั่งรถกลับมา  เราก็บอกเขาตามตรงว่า  เราทำเรื่องซุปเปอร์มาร์เกตไม่เป็น  เราคงต้องหาความรู้เรื่องนี้ก่อน  เขาก็ไม่ว่าอะไร  ได้แต่เพียงบอกว่า  จะให้ช่วยยังไงก็บอกมา”

            “อยากรู้จังเลยว่า  ไอ้ตอนที่คิดเรื่องนี้  แล้วคิดออกมาเป็นทอดๆ  มันคิดได้ไงว้ะ  จะมีใครคิดได้หยั่งงี้บ้าง  ไอ้เรื่องที่อ้างว่าเป็นคอมมอนเซนส์  ยังไงก็ไม่เชื่อว่ะ”

            “คือหากคนที่ทำงานอยู่กับวงการนี้จริงๆ  กัดติดและลงลึกกับมันจริงๆ  ได้ใช้ความคิดแบบที่ว่าไม่ต้องมีเรื่องเงินเรื่องทุน  มาเป็นกรอบบังคับ  และได้ไปมองเห็น ไปศึกษา  และไปดูงานต่างประเทศ  มันก็จะเข้าใจเอง  ว่าธุรกิจนี้ในบ้านเรามันจะไปทางไหน  เพราะเราล้าหลังกว่าเขา  อดีตของเขาก็เหมือนปัจุบันของเรา  แม้มันจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว  แต่แนวโน้มและองค์ประกอบต่างๆ  มันก็มีทิศทางเดียวกัน”

            “เฮ่ย  ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริง  ทำไมข้าราชการและนักการเมืองไทยไปดูงานเมืองนอก  ไม่เห็นจะเอาอะไรแบบที่ว่า  กลับมาคิดแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้ล่ะ?”

            “อย่าไปพูดถึงซีกนั้นเลย  คนที่ไปไม่ได้มีจุดประสงค์ว่าจะเอาอะไรมาเพื่อแก้ไขปัญหา  เขาแค่อยากไปเที่ยวฟรีๆ  ไปซื้อของ  ไปลั้ลลาก็เท่านั้นเอง  ถ้าเกิดไปได้ไอเดียอะไรมา  เค้าก็ต้องคิดก่อนว่า  หากเอามาใช้แล้ว  เขาจะได้ผลประโยชน์ใส่กระเป๋าบ้างหรือเปล่า  ถ้าได้  เขาถึงจะคิดทำ  แต่ถ้าไม่ได้  ป่วยการไปทำให้เสียเวลา  เพราะเวลาที่เขาจะอยู่บนตำแหน่งมันสั้นจะตาย  หาเรื่องทำที่ต้องคืนทุนดีกว่า

            คนของซีกเอกชน  ไปเมืองนอกถึงจะได้เรื่อง  เพราะเขามีจุดประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน  เงินของบริษัทที่เสียไปเป็นค่าใช้จ่ายต้องคุ้มค่า  ดังนั้นจะเห็นว่าบริษัทต่างๆ  เขาจึงส่งคนของเขาไปต่างประเทศอยู่เรื่อย  โดยเฉพาะระดับบริหาร  เขาไม่เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายหรอก  เพราะมันคุ้มค่าที่จะได้อะไรใหม่ๆกลับมา”

            “อย่างเรื่องนี้  อะไรที่ทำให้มั่นใจว่า  ธุรกิจทางด้านอาหารถึงจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง?” 

comments powered by Disqus
2013-10-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 10
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-09-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2012-12-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-03
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7
2012-10-10
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-01-16
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com