เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8

(http://taradthong.com/picture_library/1.jpg)

“เรื่องการบริหารความจริงมันไม่ยากหรอก  คนเราดันไปคิดให้มันยากเอง  คงเคยได้ยินบ่อยๆสำหรับพวกบริษัทยักษ์ใหญ่  เวลาซีอีโอเค้าพูดถึงหลักการบริหารของเค้า  เค้าจะพูดว่าที่นี่เราบริหารและปกครอง  ในรูปแบบที่คนทำงานจะรู้สึก  เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน 

ก็แปลว่าบรรยากาศในที่ทำงาน  ในความสัมพันธ์ของคนที่ทำงาน  ควรจะออกมาให้คนรู้สึกเหมือนอยู่ในครอบครัว  จะให้คนรู้สึกหยั่งงั้นได้  คนที่เป็นใหญ่ในครอบครัวก็ต้องเป็นคนสร้างให้มันเกิดขึ้นมา  ให้คนอื่นเอาไปเป็นแนวทาง  เป็นตัวอย่าง

องค์กรใหญ่ๆน่ะมันทำยาก  เพราะมันต้องมีกฎระเบียบข้อบังคับมากมาย  ขั้นตอนในการทำงานก็ซับซ้อนหลายระดับ  แต่ของเรามันทำง่าย  จากเราลงไปมีมือรอง  แล้วก็ลงไประดับหัวหน้า  จากนั้นก็ถึงลูกน้องล่างสุดเลย  เพียงแต่เรารู้สึกให้จริงว่า  นี่คือครอบครัว  มันก็เป็นความรู้สึกที่เราเคยอยากได้ตอนที่ยังเป็นลูกน้องเขา  อยากให้นายรู้สึกกับเรา  เหมือนน้องนุ่งเหมือนญาติ  ไม่ใช่แค่พนักงานคนหนึ่ง

เมื่อเราได้มาเป็นนายคนอื่น  เราก็ยังนึกถึงความรู้สึกนั้นได้  คนที่เป็นลูกน้องเราในขณะนี้  พวกเค้าก็คงอยากได้เหมือนกับเราสมัยนั้น  เราก็ตอบสนองเค้า  ให้เค้าได้อย่างที่ต้องการ  เราจึงคิดและรู้สึกว่า  ลูกน้องของเราก็เหมือน ลูกบวกกับน้อง  แค่นั้นทุกอย่างมันก็ออกมาเป็นธรรมชาติ  จากความคิดและการแสดงออกของเรา  ที่มีต่อพวกเขา

มองเขา  หวังดีกับเขา  จริงใจกับเขา  ดูแล  ห่วงใย  ช่วยเหลือ  ให้อภัย  สอนสั่ง  แสดงออกและปฎิบัติกับเขา  ด้วยสายตาและความรู้สึกของคนเป็นพี่  เป็นพ่อ  แค่นั้น  ก็จะได้บรรยากาศ  และความรู้สึกเป็นครอบครัวขึ้นมาเอง  ตามธรรมชาติ  ไม่ใช่การเสแสร้ง  มันอยู่ที่เราเอง  ทีนี้ในเมื่อมันเป็นคอมมอนเซนส์ของเราเอง  เป็นตัวเราเอง  มันจึงไม่ได้ยากเย็นอะไร

เพียงแต่ว่า  ทุกคนก็ต้องรักษากฎเกณฑ์กติกา  ต้องมีความรับผิดชอบ  ยอมรับวัฒนธรรมของครอบครัว  ต้องรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร  เราเองก็ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง  คือไม่ใช่อยากจะสั่งงานก็ทำตามอำเภอใจ   เราก็ต้องทำให้มันเป็นขั้นตอน  เราต้องบอกหัวหน้าเขา  ไม่ใช่ลงไปล้วงลูก  มันก็อยู่ที่เรานั่นแหละในที่สุด  ว่าจะทำให้ครอบครัวมีระบบหรือไม่ 

อีกอย่างเรื่องทัศนคติ  เรื่องความยุติธรรม  เรื่องหลักการ  เรื่องเหตุผล  เราต้องยึดมั่น  เมื่อใดที่ต้องใช้ความเด็ดขาด  ก็ต้องเด็ดขาด  ต้องกล้าที่จะตัดสินใจ  ในการบริหารและปกครองพวกเขา  ก็แบบบ้านเมืองนั่นแหละ  กฏหมายก็ต้องเป็นกฏหมาย  คนรักษากฏหมายก็ต้องรักษา   คนรักษากฏหมายไม่ทำตามหน้าที่  ก็เหมือนตำรวจในบ้านเราไง  สังคมไทยมันก็เละเทะอย่างที่เห็นนั่นแหละ

เมื่อเรื่องคนเรื่องลูกน้องเราเอาอยู่  ทุกคนแฮปปี้ในการทำงาน  มีรายได้ดี  มีอนาคต  ไม่ว่าจะคิดอะไร  วาดภาพหรือคาดหวังอะไร  มันก็ทำได้ทำสำเร็จ  เหมือนสมองกับสองมือ  มันไปด้วยกันได้อย่างดี  ธุรกิจที่ทำ  มันก็ก้าวหน้าแบบรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่  เพราะเราไม่ต้องห่วงปัญหาเรื่องคน เรื่องงาน  เราจึงมีเวลาคิดต่อยอดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย”

“ไอ้ที่ว่าคิดต่อยอดนี่  มันคือการคิดแบบไหน  คิดอะไร  แล้วทำไมจึงคิดได้?”

“ถามแบบนี้ตอบยากว่ะ  มันต้องเป็นคนที่ทำกับมือ  และคลุกอยู่กับมันนั่นแหละ จึงจะเข้าใจ  อย่างของเรา จุดมุ่งหมายมันชัดเจน  คือทำยังไงให้ขายแป้งได้มากขึ้นๆ  สร้างตลาดใหม่  หรือสร้างยูสเซอร์ขึ้นเอง  สร้างกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นเอง

เราสร้างต้นแบบให้ชาวบ้านดูแล้ว  นั่นคือตัวเบเกอรี  ขายดิบขายดียังไงก็เห็นกันอยู่  สร้างโรงเรียนขึ้นมาจนเป็นที่เชื่อถือ  ความคิดต่อยอดก็คือ  การทำให้มีร้านเบเกอรีเพิ่มขึ้น  เราจะไม่ทำเอง  แต่เราจะให้คนที่เรียนไปจากเรานั่นแหละ  ไปตั้งร้านเอาเอง  พอเขาไปตั้งงร้านเอง  เขาก็จะต้องใช้แป้งของเรา  ยิ่งมีเบเกอรีมากเท่าไหร่  และขายดิบขายดี  แป้งของเราก็ย่อมขายดีเป็นเงาตามตัว

แนวคิดมันก็ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ง่ายๆ ใช้คอมมอนเซนส์ธรรมดาๆนี่แหละ  ที่มันยากอยู่ตรงที่จะทำอย่างไร  มีวิธีอะไร  ที่จะทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงเท่านั้นเอง

วิธีทำ  เริ่มต้นมันก็เหมือนกับการวาดรูปนั่นแหละ  คือต้องสเก็ตซ์ภาพร่างก่อน  เอาคร่าวๆ  แล้วค่อยๆลงสีลงรายละเอียดทีละจุด  ทีละส่วน  มาปรับแต่งแก้ไขเอาตอนที่ภาพขึ้นมาชัดเจนแล้ว  เพื่อจะให้มันเสร็จสมบูรณ์อย่างตั้งใจไว้

เราก็ทำแบบนั้น  เอาจากโรงเรียนก่อน  มันต้องมีคอร์สที่เรียนเพื่อเอาไปเปิดเบเกอรีได้  นอกเหนือจากคอร์สที่เรียนไปเพื่อทำกินเอง  หรือแค่ทำให้เป็นเท่านั้น  ก็แค่มาตั้งคำถามเองว่าหากเราเป็นคนที่มาเรียนเพื่อจะเอาไปเปิดเบเกอรี  กิจการของตัวเอง  จะต้องรู้อะไรบ้างถึงจะไปทำได้ 

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทำเป็นอย่างเดียว  มันต้องรู้ทุกเรื่อง  อะไรบ้างล่ะที่ต้องรู้  มันว่าไปตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง  เครื่องมืออุปกรณ์ที่จะต้องใช้  ทั้งในการผลิตและการขาย   การตบแต่งร้าน  คนที่จะต้องใช้  ของที่จะต้องใช้  เงินลงทุน  การคิดราคาต้นทุน  การทำบัญชี ฯลฯ  เราก็เอาเรื่องเหล่านี้  มาสอนคนที่มาเรียนเพื่อการนี้ด้วย  คนสอนในแต่ละด้าน  เราก็เอาคนของเราที่ทำหน้าที่ต่างๆที่ว่านี่เอง  เอาของจริงเรื่องจริงมาสอน”

“อะไรมันสอนกันง่ายๆแบบนี้นะเหรอ  เป็นไปได้ยังไง  ลูกน้องทุกคนนี่  มีคุณสมบัติที่จะสอนคนเป็นได้ทุกคนเชียวหรือ?”

“อันนี้แน่นอน  ไม่ใช่คนที่ทำงานเป็น  จะสอนคนอื่นเป็นทุกคนหรอก  ส่วนใหญ่ให้ทำน่ะทำได้  แต่พอให้อธิบายให้สอน  ทำไม่เป็นหรอก  คนจะสอนคนอื่นเป็น  มันต้องพูดเป็น  ถ่ายทอดเป็น  สื่อสารกับคนอื่นได้ดี  รวมทั้งเนื้อหาในวิชานั้นๆ  มันต้องแน่นและให้ประโยชน์จริงๆด้วย

เราก็ต้องเลือกคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับที่ต้องการ  เสร็จแล้วก็มีการเทรนนิ่งให้เดอะเทรนเนอร์  หรือฝึกสอนคนที่จะไปสอนคนอื่นเสียก่อน  ซึ่งเราก็เข้าไปมีบทบาทในเรื่องนี้มากพอสมควร  ช่วยฝึกช่วยสอนลูกน้องที่จะเอาไปเป็นครูอีกที   และให้แนวคิดในการสอน  เกี่ยวกับแง่มุมทางด้านการทำธุรกิจ  เรื่องการตลาด  การลงทุนอะไรแบบนั้น  โดยให้ตัวอย่างวิธีการคำนวนการลงทุน  จุดคุ้มทุน การทำโปรโมชั่น  การประชาสัมพันธ์  พูดง่ายๆเหมือนให้คู่มือในการทำธุรกิจเบกอรีกันเลย

จากนั้นก็ให้บริการรับเป็นที่ปรึกษาให้ฟรีๆ   โดยเอาคนที่มีฝีมือเก่าแก่  ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตของเรา   ซึ่งอยู่กับเรามานาน ไปช่วยนักเรียนเหล่านั้นในช่วงเริ่มต้นเปิดร้าน  เหมือนไปเป็นพี่เลี้ยงให้  ทั้งลงมือเองและสอนคนของนักเรียนนั้นๆไปด้วย  พอเห็นว่าพอจะเดินเองได้ก็ไปช่วยคนอื่นต่อไป”

“ไม่กลัวนักเรียนซื้อตัวลูกน้องคนนี้ไปหรือ?”

“ไม่กลัวหรอก  เพราะคนๆนี้หากอยู่แต่ในฝ่ายผลิต  ก็ตันแล้วในตำแหน่งหัวหน้า  เราก็เอาเขาออกมาจากฝ่ายผลิต  เมื่อมีมือรองที่มีฝีมือไว้ใจได้แล้ว  ดันเขาขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์  เพิ่มเงินเดือนเลื่อนขั้น  แถมมีรถบริษัทให้ใช้ด้วยเวลาไปหาลูกค้า  หรือนักเรียนที่ไปเปิดเบเกอรีนั้นเอง  หากคิดจะซื้อตัวคนนี้  จะสู้เรื่องเงินเดือนและตำแหน่ง  รวมทั้งเรื่องอื่นๆได้หรือ  เพราะหากเอาเขาไป เพื่อให้คุมฝ่ายผลิต  ก็เท่ากับลดระดับเขาลงไป  ยังไงเขาก็ไม่ไปแน่”

“ก็คิดรอบคอบดีนะ  แต่ไอ้เรื่องขึ้นเงินเดือนให้เขา  เลื่อนตำแหน่งให้เขา  แถมให้โน่นให้นี่  มันคุ้มเหรอ?”

“คุ้มสิ  คิดไว้แล้ว  ให้เขามากขึ้น  ก็เท่ากับเขาหาให้เรามากขึ้น  หรือเขาต้องหาเงินเข้ามา เพื่อจ่ายเงินเดือนเขาเองนั่นแหละ  เพราะเราให้เขาขายแป้งให้คนที่เขาไปช่วยนั่นเอง  ยอดขายที่เขาทำ  ก็มากกว่าเงินเดือนที่เราเพิ่มให้แล้ว  แปลว่า  เราก็ไม่ได้ควักกระเป๋าของบริษัทเพื่อให้เขา  เขาต้องหามาจ่ายเอง  การให้ตำแหน่งสูง  ให้ผลประโยชน์ด้านอื่นๆ  ให้รู้สึกมีเกียรติมีความสำคัญ  คนอื่นหากจะได้ตัวเขาไป  ก็ต้องทำให้ดีกว่าและให้เขามากกว่านี้  สำหรับคนอื่นคงไม่คุ้มหรอก  และเขาก็คงไม่ไปด้วย  ในเมื่อองค์กรเราใหญ่กว่า  มั่นคงกว่า”

“วิธีคิดเรื่องการป้องกัน  การที่ลูกน้องจะถูกซื้อตัวนี่  ไม่เลวนะ”

“กว่าจะมีคนดีๆเก่งๆขึ้นมา  มันก็ยากนะ  แต่การที่มีและจะรักษาเค้าไว้กับเราอย่างไรนี่  ยากกว่าเสียอีก  มันต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบ  ต้องกล้าได้กล้าเสีย  คือบางคนมัวไปคิดว่าการให้เงินเดือนลูกน้องมากกว่าที่คนอื่นให้นั้น  มันจะทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  คิดแง่นี้แง่เดียวไม่ได้  อย่าลืมว่าขึ้นให้เขาแล้ว  เขาจะทำรายได้ให้เราเพิ่มขึ้นเท่าไหร่  ยังไงๆมันก็คุ้มอยู่ดี  ในเมื่อเราเห็นว่าเขาเป็นคนสร้างรายได้ให้เราได้  เขาทำให้มีตัวเลขขายแป้งขึ้นเป็นแสนๆต่อเดือน  ในขณะที่เราขึ้นเงินเดือนให้เขาไม่กี่พัน  แม้จะรวมแล้วเป็นหมื่นสองหมื่นต่อเดือน  เมื่อเอามาเทียบกับยอดขายซึ่งไม่เคยมีแล้ว  มันคุ้มไหมล่ะ”

ความคิดมันก็มาจากการคิดตั้งแต่ต้นจนจบ  เริ่มแล้วต่อไปยังไง  และจะจบอย่างไร  คิดเรื่องงานก่อน  หนึ่งสองสาม..ก็ว่าไปเรื่อยเป็นขั้นตอนจนจบ  สอนให้เค้าทำเป็น  สอนให้รู้ว่าเอาไปทำธุรกิจได้ไง  เป็นผู้ชี้แนะให้เขา  เข้าไปช่วยเขาตอนสตาร์ทอัพ  ประคับประคองเขา  รักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น  เพื่อขายแป้งให้เขาได้อย่างต่อเนื่อง  และทำให้พวกเขาเป็นพันธ์มิตรเรา  จบ

ทีนี้ในระหว่างขั้นตอนเหล่านั้น  มันต้องมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  ไปทำให้มันเป็นจริง ก็มามองเรื่องคน  คนจะทำแบบนั้นๆได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  เหมาะสมหรือไม่เพียงใด  ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดคุ้มค่าหรือไม่  ในการคัดเลือกมันต้องได้ทั้งสองฝ่าย  คนได้ด้วย  องค์กรได้ด้วย  มันลงตัวมากที่สุดกับคนไหน  เราก็เลือกคนนั้น  มันประจวบเหมาะกับสถานการณ์หลายๆด้าน  และการวางแคร์เรียแพลนนิ่งให้ลูกน้อง  โดยใช้หลักคิดง่ายๆว่า  ใครๆก็อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  ใครๆก็อยากได้เงินเดือนมากขึ้น  ดังนั้นลูกน้องทุกคนก็ควรได้รับโอกาส  เมื่อมีจังหวะมาถึง

อาจจะมองว่า  นี่คือการป้องกันชาวบ้านมาซื้อตัวลูกน้องเราไป  แต่พื้นฐานของความคิดมันไม่ใช่  มันมาจากการคิดถึงอกเขาอกเรา  มันเป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดาของคนทำงานทุกคน  ที่อยากได้ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  และตามมาคือเงินเดือนที่มากขึ้น  มีโบนัสและสวัสดิการที่ดี  บริษัทมีความมั่นคง  อยู่กับผู้บริหารที่เข้าใจและให้โอกาส  รู้สึกว่าตัวเขามีความสำคัญ  มีความหมายกับบริษัท  คนทำงานกับที่ไหนถ้าได้สิ่งเหล่านี้  เขาก็จะไม่คิดไปไหนหรอก  หรือมันเท่ากับการรักษาเขาไว้นั่นเอง

ผู้บริหารไม่น้อยที่ลืมมองจุดนี้  พอเสียลูกน้องไปถึงจะรู้สึก  แต่ก็ไม่วายโทษลูกน้องว่าเห็นแก่เงิน” 

comments powered by Disqus
2013-10-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 10
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-11-27
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11
2012-09-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2012-12-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-03
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-01-16
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com