เก่งบริหาร สไตล์เถ้าแก่
สุจินต์ จันทร์นวล
คอลัมน์นิส คม ชัด ลึก , ประธานกรรมการ บริษัท สมาร์ท ทู เวิร์ค จำกัด , ที่ปรึกษา Aroma Group , วิทยากรรับเชิญ รายการ Smart2work ทาง TTV1 Nation Channel

ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 7

(http://www.vcharkarn.com/uploads/232/232866.gif)

            “งานใหญ่ขึ้น  ลูกน้องก็ต้องมากขึ้นละซิ  อยากรู้ว่าหาลูกน้องใหม่ยังไง?”

          “คือเราวางโครงสร้างการบริหารไว้ก่อน  ตามไลน์ฟังก์ชั่นของงาน  หลักใหญ่ๆก็เป็นด้านโรงเรียน  ด้านการผลิตและจำหน่ายหน้าร้าน  ด้านการขายการตลาด  คือตอนนี้เราเป็นหน่วยขายแป้งอิสระโดยพุ่งเป้าไปที่การหาลูกค้าใหม่  รวมทั้งแป้งกล่องที่เราทำขึ้น  ไม่ไปทับเส้นกับการขายของพวกพวกยี่ปั้ว  ด้านบัญชีการเงิน  ด้านบุคคลธุรการ

            ตัวหลักทางด้านโรงเรียนมีแล้ว  คือคนที่ช่วยจัดตั้งโรงเรียนตั้งแต่แรก  ทางด้านบริหารและการเงิน  ก็เป็นอดีตเลขาคนเก่าที่ย้ายมาจากโรงงาน  และทำหน้าที่ผู้จัดการมาตั้งแต่เริ่มแรก  จะมีคนใหม่ก็ด้านการขายการตลาดเท่านั้น  ซึ่งก็ไม่ต้องหา  เพราะผู้ใหญ่ส่งมาให้เอง

            เขียนเป็นออร์แกไนซ์เซชั่นชาร์ตขึ้นมา  ว่าในแต่ละสายงาน  ต้องมีประเภทและชนิดงานใดบ้าง  จากตัวเราลงไปเป็นผู้จัดการแต่ละฝ่าย  แต่ละฝ่ายมีงานในความรับผิดชอบอะไรบ้าง  ลดหลั่นกันลงไปเรื่อย  ในแต่ละชั้นก็จะกำหนดตำแหน่งไว้ด้วย  ไล่เรื่อยลงไปจนถึงระดับพนักงาน

            “ก็ไหนว่าทำไม่เป็น  แล้วคิดว่าโครงสร้างที่วางนี่  มันจะถูกต้องได้ยังไง?

            “ลงมือทำน่ะอาจใช่  ไม่เป็น  แต่รู้ว่าเค้าต้องทำกันยังไง  ก็เหมือนเวลารถเสียไง  คนที่เรียนมาอย่างเรา  จะรู้ว่ามันเสียเพราะอะไร  ตรงจุดไหน  แต่ให้ลงมือซ่อมน่ะ  ทำไม่เป็นหรอก  มันต้องใช้ช่างที่เขามีความชำนาญมาซ่อม  และรู้ด้วยว่าต้องช่างแบบไหน  มีคุณสมบัติอย่างไรมาซ่อม

            และก็อย่างที่ว่า  เราทำอะไรจะปรึกษาหารือกับลูกน้องตลอด  อย่างเขียนโครงสร้างการบริหารนี่  ก็เอาตัวหลักมาช่วยออกความคิดเห็นด้วย  เพราะพวกเขาต้องต่อเติมในรายละเอียด  ในส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ  ต่อเนื่องลงไปจนถึงระดับล่าง  เราไม่รู้รายละเอียดของงานเท่าพวกเขาหรอก

            พอเราเห็นชอบกันหมด  ก็เอาโครงสร้างนั้นมาเป็นบันทัดฐาน  ในการหาคนที่เหมาะสมลงในแต่ละตำแหน่ง  ซึ่งเรามีสเป็คของงานอยู่แล้ว  ว่างานมันคืออะไร  และจะต้องใช้คนที่มีคุณสมบัติแบบไหน  ถึงจะเหมาะสมกับงาน 

ดังนั้นในแต่ละสายงาน  เราก็ให้มือรองตัวหลักของเรา  เป็นคนหาเอง  ในรูปแบบเราก็ให้พวกเขากำหนดสเป็คออกมาว่าต้องการคนแบบไหน  เสร็จแล้วให้ฝ่ายบุคคลออกประกาศรับสมัคร  เมื่อมีคนมาสมัครให้ผ่านฝ่ายบุคลก่อน  เพื่อดูว่าใช่ตามสเป็คหรือไม่  จากนั้นค่อยส่งไปให้ต้นสังกัดสัมภาษณ์กันเอง  ถ้าต้นสังกัดเห็นชอบ  จึงจะส่งมาให้เราอนุมัติ  ว่าจะรับหรือไม่รับ  หรือแต่ละต้นสังกัด  จะหาคนมาแบบไหนเราไม่สนใจ  เพราะดีหรือไม่ดีอย่างไร  พวกเขาต้องรับผิดชอบเอง  จะมาโทษลูกน้องว่าไม่ดีหรือแก้ตัวกับเราไม่ได้”

“ไม่กลัวพวกจะไปเอาญาติโกโหติกาเข้ามาทำงาน  หรือเอาพวกตัวเองมา  แล้วเกิดเป็นก๊กเป็นเหล่าในองค์กรหรือ?”

“แหม๋  จะปล่อยให้พวกเค้าทำแบบนี้ได้  มันก็ต้องรู้จักและเข้าใจพวกเขาดีพอก่อน  และพวกเขาก็รู้จักและเข้าใจ  นิสัยและสไตล์ในการทำงานของเราดีแล้ว  ไม่งั้นเราไม่เป็นทีมมาจนปัจจุบัน  ยิ่งเรื่องแบ่งพรรคแบ่งพวกเนี่ย!  รับรองไม่มีแน่  เพราะเจอมุขแรกของเรา  เมื่อสมัยตอนเริ่มเข้าไปบริหารโรงงาน  ก็แจ่มแจ้งแดงแจ๋กันดีแล้ว  คือเราประกาศว่า  เราไม่ต้องการแบ่งก๊กแบ่งเหล่า  การแบ่งพวกในโรงงานจะมีไม่ได้  จะมีได้ก็เพียงพวกเดียว  คือพวกกู  ใครไม่ใช่พวกกู  ก็อยู่กันไม่ได้

ลองใจกันดูมาพอสมควรแล้ว  จึงไม่กลัวและไม่ห่วงอย่างเรื่องที่ถาม  แต่ถ้าเรามีเวลาพอ  เราก็จะคุยกับคนที่พวกเขาจะรับเหมือนกันนะ  สำหรับคนที่จะมารับตำแหน่งสูงหน่อย  เงินเดือนมากหน่อย  เหตุผลก็เพราะ  คนเหล่านี้จะมาเป็นคีย์แมนในวันหน้าให้เรา  ซึ่งก็ผ่านทุกคน  พวกเค้าเลือกมาดีแล้วทั้งนั้น”

“ตอนนั้นมีลูกน้องเพิ่มเป็นเท่าไหร่แล้วล่ะ?”

“ที่จำได้  ก็น่าจะสักเจ็ดแปดสิบเห็นจะได้”

“ถ้าเปรียบกับสมัยนี้  ธุรกิจนี้เทียบกับเอสเอมอี  ก็ประมาณขนาดกลางละนะ  อยากรู้ว่ามีวิธีบริหารงานยังไง?”

“ก็ใช้คอมมอนเซนส์เหมือนเดิมแหละ  เพราะมันก็เหมือนเดิม  เพียงแต่มากขึ้นเท่านั้น  เรามีตัวคีย์ดูแลทุกฝ่ายทุกแผนก  เค้าก็รู้งานเค้าอยู่แล้ว  ก็ปล่อยให้เค้าว่าไปเอง  เรามาดูแลด้านใหม่  ก็คือฝ่ายขายและการตลาด  เพราะตัวคีย์เป็นคนใหม่  ยังไม่เคยเห็นฝีมือหรือรู้ใจกันมาก่อน  ต้องใช้เวลาเรียนรู้และใกล้ชิดกันก่อนสักพัก  อีกอย่างมันเป็นงานที่ละเอียดอ่อน  มันคาบลูกคาบดอกกับงานของยี่ปั้ว  คือมีสิทธิเหยียบเส้นทับทางกันได้ง่ายๆ  จึงต้องมาเน้นคุมตรงจุดนี้ด้วยตัวเอง

วิธีคิดก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า  ทำทุกวิธีเพื่อให้ทั้งหมดมันเป็นพวกเดียวกัน  ทีมเดียวกัน  จุดสำคัญอยู่ที่หัวหัว หรือตัวคีย์ทั้งหมด  ถ้าข้างบนมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ข้างล่างมันก็ไม่มีปัญหา หรือถ้ามีก็น้อยมาก  หน้าที่เราก็คือทำให้ตัวคีย์เข้ากันให้ได้อย่างดี 

ของเก่ามีแค่สองคน เป็นผู้หญิงทั้งคู่  เค้าก็มากันได้ดี  เราก็รู้ว่ามันต้องใช้จิตวิทยามากพอสมควร  ในแสดงออก  และการวางตัว  ให้ทั้งสองคนรู้สึกดีทั้งคู่  ให้รับรู้ว่า  เธอทั้งสองคนมีความสำคัญกับเราเท่าเทียมกัน  มีน้ำหนักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  คนใหม่เป็นผู้ชาย  อาจจะยากหน่อย  ที่จะปล่อยให้เป็นไปเองและทำได้เหมือนที่เราทำ  เพราะเขามาในระดับที่เท่าๆกัน  วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง  ให้เขาเรียนรู้และทำตามแบบอย่างที่เราทำ

สไตล์การทำงานของเรา  ไม่ค่อยชอบเรียกใครมาหาที่ห้องทำงาน  แต่เราชอบเป็นฝ่ายไปหาเองถึงห้องหรือโต๊ะทำงานของคนๆนั้นเลย  เหตุผลมันก็คอมมอนเซนส์ธรรมดา  วิธีนี้จะทำให้ลูกน้องรู้สึกดี  รู้สึกว่านายให้เกียรติ  มาหาด้วยตัวเอง  คนอื่นที่มอง  ก็จะรู้สึกถึงน้ำหนักและความสำคัญของเจ้าของห้อง  หรือโต๊ะนั้นๆด้วย  นอกจากนี้  เราเองยังได้สังเกตสังกาอะไรๆ  เกี่ยวกับคนๆนั้น  ที่เราไปหาถึงที่ได้ด้วย”

“ไปหาลูกน้องไม่กลัวเสียฟอร์มเหรอ  ระดับนี้แล้ว  เค้าต้องเรียกลูกน้องมาพบที่ห้องมันถึงจะใช่  สมเป็นเจ้านายหน่อย  และที่ว่าได้สังเกตอะไรเกี่ยวกับคนๆนั้น  หมายความว่าอะไร  สังเกตอะไร?”

“แค่ตำแหน่ง  ลูกน้องก็รู้แล้วว่าเราเป็นใคร  จะต้องไปวางฟอร์มทำไมอีก  ทำตรงกันข้ามสิ  จะได้ไม่มีกำแพงขวางกั้นระหว่างลูกน้องกับนาย  ทำนองใหญ่ก็จริงแต่ติดดินได้ว่างั้นเหอะ  ลูกน้องจะให้ความรักและนับถือมากกว่า  ที่วางฟอร์มเป็นเจ้านายอีกนะ  วิธีนี้  สไตล์นี้ มันติดตัวมาตั้งแต่เริ่มเป็นหัวหน้าแล้ว  และมันก็พิสูจน์มาตลอดว่าถูกต้องและถูกทาง  ดังนั้นห้องทำงานก็มีไว้สำหรับเวลาที่ต้องเซ็นต์เอกสาร  เวลาที่ต้องใช้ความคิดในการวางแผนงานต่างๆ  เวลาที่ต้องรับแขก  เวลาที่ต้องคุยกับใครเป็นการส่วนตัว  หรือเวลาที่จะตำหนิหรือตักเตือนลูกน้อง  นอกนั้นจะไม่ค่อยได้อยู่ที่ห้องทำงานตัวเองหรอก  จากแผนกนั้นก็ไปแผนกโน้น  คุยกับคนนั้นทีคนนี้ที  แซวคนโน้นที  ใส่มุขคนนี้  สร้างบรรยากาศไม่ให้มันตึงเครียด  ให้ทุกคนทำงานสบายๆ

และไอ้การอยู่นอกห้องนี่แหละ  มันทำให้รู้ความเป็นไปในสังคมของเราได้ดี  สัมผัสด้วยตนเอง  ใครเป็นอะไรยังไง  เราก็จะพอเห็นภาพได้  ไม่ใช่อยู่แต่ในห้อง  วางฟอร์มเป็นเจ้านาย  แล้วคอยรับแต่รายงานจากคนใกล้ชิด  ไอ้แบบนี้มันคือระบบราชการ  ก็รู้ๆกันว่ามันไม่เวิร์ค  มันไม่เคยมีประสิทธิภาพ  แล้วจะไปทำตามทำไม

แล้วไอ้ที่ว่าสังเกตเห็นนั่นเห็นนี่นั้น  เรื่องนี้มันก็เป็นการอ่านคนด้วยวิธีง่ายๆ  อย่างเช่นไปคุยกับลูกน้องคนไหน  ก็สังเกตว่าบนโต๊ะทำงานเป็นยังไง   มันสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย  ทุกอย่างวางไว้เป็นที่เป็นทาง  หรือโต๊ะรกไปหมด  อุปกรณ์ต่างๆวางกันระเกะระกะ  ไม่เป็นระเบียบ  ไม่สะอาด  แฟ้มบนชั้นหรือในตู้จัดเก็บกันยังไง  จะหาเอกสารกันที  หายากหรือหาง่าย  ฯลฯ  สังเกตไปแม้กระทั่งสิ่งเล็กๆน้อยๆในห้อง  อย่างเช่นของประดับห้อง  การวางข้าวของในห้อง ฯลฯ

คนที่ทำงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน  ละเอียดถี่ถ้วน  ทั้งในห้องทำงาน และโต๊ะทำงาน มันจะบอกได้เลย  มันจะมีรูปแบบอย่างงานที่ทำ   ในทำนองเดียวกันกับคนที่ตรงกันข้าม  บนโต๊ะและในห้องมันก็จะฟ้องเช่นกัน  คนที่หัวเก่าหัวโบราณ  ก็มักจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงบนโต๊ะและในห้อง  ผิดกับพวกที่มีความคิดสร้างสรรค์  ก็จะเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ไปเรื่อย  อะไรอย่างนี้เป็นต้น  พอจะเข้าใจหรือยังล่ะ”

“เออก็จริงนะ  เพียงแต่คนส่วนใหญ่สังเกตุแล้ว  ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ในการอ่านคน  ถามจริงว่าไปเอาความคิดนี้มาจากไหน?”

“คงอาจเอามาจากหนังสือน่ะ  สมัยเด็กๆชอบอ่านหนังสือลึกลับ  แบบสืบสวนสอบสวนอะไรทำนองนี้  โตขึ้นหน่อยก็ยังชอบอ่านอยู่  แต่เลื่อนชั้นมาเป็นพวกสปายสายลับอะไรเทือกนี้   เวลาเค้าวิเคราะห์ที่เกิดเหต  มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ  ก็ไม่แน่ใจ  แต่คิดว่าน่าจะใช่  เพราะไม่มีใครสอนนี่หว่า”

“แล้วตัวคีย์เก่าและคีย์ใหม่เนี่ยะ  เอาอยู่มั้ย?”

“ก็สบายเอาอยู่   พักเดียวก็เข้ากันได้ดี  ดีจนเกินไปด้วยซ้ำ  เพราะดันเกิดความรักในองค์กรเข้าอีก  ดีที่แค่สองเส้าไม่ใช่สามเส้า  คนที่ดูแลทางด้านโรงเรียนเค้ามีครอบครัวแล้ว  อดีตเลขาฯที่เป็นตัวคีย์ทางด้านบริหารนี่สิ ยังโสดแถมรุ่นราวคราวเดียวกับคนใหม่เสียด้วย”

“แล้วเรื่องแบบนี้หนักใจไหม  เป็นปัญหาไหม?”

“ไม่หรอก  เราถือว่ามันคือเรื่องส่วนตัว  ของใครก็ของมัน  เราไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือก้าวก่าย  ยกเว้นว่าเรื่องหรือปัญหาส่วนตัวนั้น  มันมาเกี่ยวข้องกับงาน  และทำให้งานมีปัญหา  นั่นแหละเราถึงจะเข้าไปมีบทบาท  เรื่องแบบนี้ลูกน้องรู้สไตล์เราดี   เพราะพูดเสมอว่าใครจะชอบใครใครจะเกลียดใคร  มันก็เป็นสิทธิส่วนตัวของคนๆนั้น  เราไม่ว่าอะไร  แต่อย่าให้มีปัญหากับงานแล้วกัน  ต้องแยกให้ออก ระหว่างความรู้สึกส่วนตัว กับงาน  ถ้าใครแยกไม่ออก  เท่ากับต้องมีปัญหากับเรา”

  “แปลว่าในเรื่องการบริหารก็เอาอยู่หมด  ผลงานล่ะออกมาเป็นยังไง?”

comments powered by Disqus
2013-10-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 10
2012-08-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ ( 1 )
2012-08-28
ใช้คอมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 2.
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 12
2013-11-13
บริหารคน..ใครว่ายาก 11
2013-11-25
บริหารคน..ใครว่ายาก 13
2012-11-27
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 11
2012-09-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 3
2013-12-04
บริหารคน ใครว่ายาก 14
2014-01-08
บริหารคน..ใครว่ายาก 15
2012-09-12
ใช้คอมอมเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้
2014-03-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 16
2012-09-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 5
2013-05-09
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 17
2012-09-26
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 6
2012-12-19
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 12
2013-05-17
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 18
2013-05-22
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 19
2012-10-10
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 8
2013-06-06
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 20
2013-01-16
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 13
2013-06-14
บริหารคน..ใครว่ายาก 1
2013-07-04
บริหารคน..ใครว่ายาก 2
2013-01-30
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 14
2013-07-12
บริหารคน..ใครว่ายาก 3
2013-07-24
บริหารคน ใครว่ายาก 4
2012-10-31
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 9
2013-08-09
บริหารคน..ใครว่ายาก 5
2013-08-30
บริหารคน..ใครว่ายาก 6
2013-02-20
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 15
2013-09-10
บริหารคน..ใครว่ายาก 7.
2013-09-19
บริหารคน..ใครว่ายาก 8
2013-10-03
บริหารคน..ใครว่ายาก 9
2012-11-14
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 10
2013-03-05
ใช้คอมมอนเซนส์ก็เป็นนักบริหารได้ 16
107/1 ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 10310 โทรศัพท์: 02 934 2512 Fax:02 934 2511
mail:info@thailandonlinefocus.com